นายสัน หารสุโพธิ์ นายกสมาคมการค้าชาวไร่ยาสูบเตอร์กีซ ภาคอีสาน เปิดเผยว่า ปัญหาบุหรี่เถื่อนคงเป็นปัญหาที่รุนแรงที่สุดขณะนี้ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าบุหรี่เถื่อนส่งผลถึงต้นน้ำอย่างชาวไร่ยาสูบ เพราะบุหรี่ถูกกฎหมายถูกบุหรี่เถื่อนแย่งตลาดไปกว่าร้อยละ 25 ส่วนการปรับโครงสร้างและอัตราภาษีบุหรี่ใหม่ถูกพูดถึงมานานหลายปี แต่ยังไม่มีความชัดเจนจากกรมสรรพสามิต ขณะที่ยอดขายลดลงทุกวัน เพราะภาษีที่สูงมากเกินไป ซ้ำเติมชาวไร่ยาสูบที่ประกอบอาชีพอย่างยากลำบาก จึงมองว่าการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่และหาอัตราที่เหมาะสมควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ ต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อพลิกฟื้นวิกฤติให้กับชาวไร่ยาสูบ เมื่อครั้งปรับโครงสร้างภาษีปี 60 ก็ทำให้ถูกตัดโคตาถึง 58% การปรับภาษีในอนาคตก็ไม่อยากให้สูงเกินไปจนกระทบชาวไร่อีก

“หลังจากเลือกตั้งแล้วเมื่อได้รัฐบาลใหม่ในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวงไร่ยาสูบ อย่างแท้จริง  ที่ผ่านมารัฐบาเคยช่วยเหลือแล้ว เช่น ไร่ละ 10,000 บาท  หรือโครงการคนละครึ่ง แต่ไม่ยั่งยืน ได้มาก็หมดไป   จึงอยากให้รัฐบาลมีความจริงใจช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เหมือนเดิม  ที่ผ่านมาเคยซื้อรถ ทำบ้าน   ส่งลูกหลานเล่าเรียน แต่เดี๋ยวนี้สงสัยว่าชาวบ้านจะช่วยเหลือตัวเองได้เหรือไม่ ถ้าขึ้นภาษีอีกยืนยันว่าไม่ดีแน่นอน”

ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันชาวไร่ยาสูบในไทยมีกว่า 22,500 ครัวเรือน แบ่งออกเป็น ภาคเหนือ 7 จังหวัดปลูกสายพันธุ์เวอร์จิเนีย ได้แก่ จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.พะเยา จ.แพร่ และจ.น่าน มีชาวไร่  3,100  ครัวเรือน  ภาคกลางตอนบน 2 จังหวัดปลูกสายพันธุ์เบอร์เลย์  ได้แก่ จ.สุโขทัย และจ.เพชรบูรณ์ มี 9,500 ครัวเรือน   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 จังหวัด ปลูกสายพันธุ์เตอร์กีซ  ได้แก่ จ.นครพนม จ. สกลนคร จ.อุดรธานี จ.มุกดาหาร จ.กาฬสินธุ์ จ.มหาสารคาม จ. ร้อยเอ็ด จ.ยโสธร จ.อำนาจเจริญ จ.ศรีสะเกษ และจ.อุบลราชธานี

ทั้งนี้ ในปี 2567 การส่งออกใบยาสูบทุกสายพันธุ์มูลค่า 1,460 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายใบยา 3 สายพันธุ์ เฉลี่ยครัวเรือนละ 65,000–100,000 บาทต่อรอบการผลิต เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกข้าว พบว่าใบยาสามารถสร้างรายได้และกำไรต่อไร่สูงกว่าถึง 32% ขณะที่ปี 2568 (มกราคม–พฤศจิกายน) ยาสูบไทยสร้างมูลค่าการส่งออกสูงถึง 1,700 ล้านบาท ปริมาณรวม 11 ล้านกิโลกรัม แบ่งเป็น  เวอร์จิเนีย 4.6 ล้านกิโลกรัม  เบอร์เลย์ 4.2 ล้านกิโลกรัม และเตอร์กิช 2.4 ล้านกิโลกรัม