จากกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เผยแพร่ข้อมูลของกองทุนประกันสังคม โดยระบุว่า มีการนำเงินของผู้ประกันตนไปสร้างโรงอาหารที่กระทรวงแรงงาน โดยใช้บริการได้ แต่ไม่สามารถเปิดแอร์และทีวีได้เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบร้องเรียน นั้น
ไอซ์ รักชนก เปิดภาพศูนย์อาหาร ก.แรงงาน ใช้เงินประกันสังคม 12 ล้านปรับปรุง แต่เปิดแอร์-ดูทีวีไม่ได้
หากย้อนไป เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 61 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เคยลงข่าว บทสัมภาษณ์ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ตนได้มอบหมายให้ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ประสานไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อหารือข้อกฎหมาย กรณีนำเงินกองทุนประกันสังคม มาใช้ปรับปรุงอาคารสถานที่ภายในกระทรวงแรงงานให้ดูดีทันสมัยสะดวกสบายกับประชาชนที่มาติดต่อราชการและยังเป็นการเพิ่มสวัสดิการให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่
ถ้า สตง. บอกว่าทำได้ให้เดินหน้าทันที หากติดขัดด้านกฎหมาย ต้องดูว่าจะเดินหน้าได้อย่างไรต่อไป ทั้งนี้รูปแบบที่คิดไว้คือ ต้องการปรับปรุงโรงอาหาร กระทรวงแรงงาน ให้เป็นฟู้ดคอร์ตเหมือนในห้างสรรพสินค้า สะอาด น่านั่ง บรรยากาศดูดี เนื่องจากปัจจุบันโรงอาหารอยู่ในสภาพเก่า อับ เหมือนโรงอาหารโรงงาน รวมทั้งจะจัดให้มีห้องละหมาด สำหรับผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม และมีห้องตัดผมด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสมัยที่ พล.ต.อ.อดุลย์ ดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมฯ ผบ.ตร. เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ปรับปรุงอาคารสถานที่ภายในให้น่าอยู่ เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเฉพาะเมื่อครั้งเป็น รมว.การพัฒนาสังคมฯ ได้สร้างโรงอาหารมีความสะอาด โอ่โถง ติดแอร์ให้บริการเหมือนฟู้ดคอร์ต
ล่าสุด พล.ต.อ.อดุลย์ ให้ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ดำเนินการวางระบบการประมวลผล วิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์ด้านแรงงานร่วมกับข้าราชการส่วนกลางและภูมิภาคในรูปแบบ ศปก.แรงงาน โดยระบบดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์ในอีก 4 เดือนข้างหน้า ซึ่งใช้งบประมาณหลายล้านบาท
ด้าน นพ.สุรเดช หรือ หมอเดช เลขาฯ สปส. กล่าวว่า การจะเอาเงินกองทุนประกันสังคมไปใช้ เพื่อปรับปรุงอาคารสถานที่ในกระทรวงแรงงานนั้น อยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกระทรวงการคลัง ก่อนว่าในข้อกฎหมายและอำนาจหน้าที่จะสามารถทำได้หรือไม่ เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย หากกฎหมายให้ทำได้ก็ทำ เรื่องนี้ยังไม่สามารถตอบได้
อย่างไรก็ตามในเชิงกฎหมาย ถ้าเปิดช่องให้ สปส. ดำเนินการได้ ไม่ใช่เรื่องการใช้เม็ดเงินบริหารของกองทุนที่ยังเหลืออยู่ 200 ล้านบาท ตามที่มีการพูดถึงกัน
เลขาฯ สปส. ระบุอีกว่า วันนี้กฎหมายประกันสังคม อนุญาตให้ใช้เงินสมทบมาบริหารสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ในแต่ละปีที่ผ่านมา ใช้เพียงประมาณร้อยละ 2 หรือประมาณ 4 พันล้านบาท ในจำนวนนี้รวมค่าใช้จ่ายหลาย ๆ อย่าง อาทิ เงินค่าจ้างพนักงานที่ไม่ใช่ข้าราชการ ค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าฝึกอบรม เรื่องนี้ถ้าเป็นการปรับปรุงต่อเติมโรงอาหาร ประกันสังคมสามารถทำได้ทันที เพราะกฎหมายอนุญาตอยู่แล้ว
ส่วนกรณีที่มีข่าวข้าราชการ สปส. ระดับสูง ได้รับเงินปากถุง (ค่าคอมมิสชัน) จากการโยกย้ายเงินกองทุนประกันสังคมจากธนาคารแห่งหนึ่งไปฝากยังธนาคารอีกแห่ง เลขาฯ สปส. ตอบว่า ขอยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้เด็ดขาด ไม่มีการโยกเงินธนาคารแล้วได้ค่าคอมมิสชัน ไม่มีข้าราชการ สปส. คนไหนมาวิ่งเต้น มาขอนำเงินกองทุนประกันสังคม ไปฝากเข้าธนาคารนั้นธนาคารนี้ ยืนยันว่าไม่มีโดยเด็ดขาด
การจะเอาเงินไปฝากธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ยนั้น จะให้ธนาคารมาประมูลว่าแต่ละธนาคารให้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ ระยะเวลาฝากเท่าไหร่ คนที่จะมาคัดเลือกเรื่องเงินต่างเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ ด้านการเงิน การธนาคารทั้งนั้น
นพ.สุรเดช เปิดเผยต่อว่า ขอยืนยันว่าการนำเงินกองทุนไปลงทุนไม่มีนอกมีใน ยังอยู่ในกรอบเดิมคือการลงทุนในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 เสี่ยงสูงไม่เกินร้อยละ 40 แต่ของจริงเราลงทุนในกิจกรรมที่มีความมั่นคงสูงอยู่ที่ร้อยละ 78 เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน
ส่วนการฝากธนาคารกินดอกถือว่าน้อยมาก โดยเป็นเงินที่ต้องการความคล่องตัว เพื่อให้ สปส. นำมาใช้จ่ายหมุนเวียน ในการจ่ายประโยชน์ทดแทน นอกจากนี้ สปส. อยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมาย แยกสำนักบริหารการลงทุน ให้เป็นองค์กรมหาชนอยู่ภายใต้กระทรวงแรงงาน ให้มีความคล่องตัวไม่ถูกจำกัดด้วยระเบียบราชการ จะมีคณะกรรมการบริหารต่างหาก ทำหน้าที่เดียวคือเรื่องการลงทุน แต่นโยบายบางอย่างต้องมีการหารือร่วมกับบอร์ด สปส. เช่น เรื่องความเสี่ยงกับผลตอบแทน เป็นต้น เพราะสำนักงานประกันสังคม ยังเป็นเจ้าของเงินอยู่ ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในขั้นการพิจารณาของกระทรวงแรงงาน



