นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) เปิดเผยภายหลังนำคณะสื่อมวลชนศึกษาดูงานด้านคาร์บอนเครดิต และพื้นที่สีเขียว ณ พื้นที่ชุมชนคุ้งบางกระเจ้า จ.สมุทรปราการว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมากว่า 74 ปี กทท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เป็นท่าเทียบเรือชั้นนำของโลก รวมถึงการบริการต้องพัฒนาให้มีความเป็นเลิศ ควบคู่ไปกับการมุ่งเน้นสร้างท่าเรือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Smart Port & Green Port ผสานเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้บูรณาการมิติด้านเศรษฐกิจ เข้ากับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการดูแลคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ ผ่านยุทธศาสตร์สมดุล 3 มิติ (เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม) ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า กทท. ได้ดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่การพัฒนาเมือง และชุมชนรอบท่าเรือ โดยเฉพาะพื้นที่บางกระเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ กทท. ผ่านความร่วมมือกับชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ และการสนับสนุนกิจกรรมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนเมืองได้อย่างสมดุล โดยดำเนินการภายใต้กลไกความร่วมมือแบบ “จตุรภาคี” จาก 4 ส่วนหลัก ทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน และสถาบันวิจัย ซึ่งภาครัฐ คือ กทท. ในฐานะผู้กำหนดนโยบาย และวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว

ภาคเอกชน อาทิ ผู้ประกอบการเดินเรือ และตัวแทนขนส่งสินค้า ที่เข้ามามีส่วนร่วมปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสู่ระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ และชุมชน เป็นภาคประชาสังคมในการร่วมเฝ้าระวัง และฟื้นฟูระบบนิเวศผ่านโครงการพื้นที่สีเขียว มีฝ่ายกลยุทธ์องค์กร กทท. ร่วมกับ สถาบันด้านการขนส่งทางน้ำและโลจิสติกส์ (MLI) เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ และนวัตกรรมร่วมกับบุคลากรภายในองค์กร สนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการ เพื่อแก้ปัญหาเชิงเทคนิค

ทั้งนี้การดำเนินงานดังกล่าวส่งผลให้ กทท. ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และองค์กรเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ อาทิ รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประจำปี 2568 ด้านการพัฒนาองค์กร รวมถึงความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ รางวัล Climate Action Leading Organization (CALO) ระดับดีเด่น, Green Port Awards System (GPAS) และ EIA Monitoring Awards 2024 ตลอดจนการดำเนินโครงการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone: LEZ) ที่ช่วยลดผลกระทบทางอากาศต่อพื้นที่ชุมชนโดยรอบ เพื่อให้ กทท. และเมืองหลวงเติบโตเคียงคู่กันไปในฐานะท่าเรือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

นายเกรียงไกร กล่าวด้วยว่า จากรายงานผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมประจำปี 2568 กทท. สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานได้ 6.77% หรือ 3,958 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Ton CO₂eq) เมื่อเทียบกับกรณีฐาน (Business As Usual) โดยการประเมินดำเนินการตามหลักการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 ครอบคลุมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากการใช้เชื้อเพลิงของเครื่องมือ และยานพาหนะ และการปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าในสำนักงาน ระบบเครน และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์

นอกจากนี้ กทท. มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 54,469 Ton CO₂eq ลดลงจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลมาการขับเคลื่อนโครงการด้าน Decarbonization ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันกรอบกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแนวคิดการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการดำรงชีวิตในเขตเมือง เพื่อก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในระยะยาวผ่านการกำหนดนโยบาย 2D ซึ่งประกอบด้วย Digitalization และ Decarbonization ภายใต้แผนแม่บทการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม กทท.  ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กรจากกรณีฐาน 20% ภายในปี 2580 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593.