เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 69 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ครั้งที่ 1 โดยก่อนเริ่มพิธีเปิด นายโสภณ ได้นำผู้เข้าร่วมโครงการฯ ยืนสงบนิ่งเพื่อน้อมถวายความอาลัยและรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นเวลา 47 วินาที
จากนั้นประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดโครงการฯพร้อมบรรยายพิเศษ เรื่อง สภาผู้แทนราษฎรกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญในเรื่องการขับเคลื่อนประเทศไทยที่เน้นไปที่ฝ่ายบริหาร แต่คุณค่าของความเป็นประชาธิปไตยอยู่ที่รัฐสภา เพราะเป็นที่ก่อเกิดคำว่าประชาธิปไตย ทำให้มีรัฐบาล ทำให้มีองค์กรอิสระ ที่สำคัญยิ่งคือ รัฐสภาเป็นที่รองรับทุกข์ของประชาชนในประเทศนี้ หากต้องการเห็นกระบวนการนิติบัญญัตินี้เปลี่ยน ไม่ใช่เปลี่ยนเฉพาะที่รัฐสภา แต่เปลี่ยนไปที่ประชาชนด้วย ดังนั้นต้องเปลี่ยนที่เยาวชนที่จะเป็นสมองของประเทศ
สำหรับในเรื่องของเพศและความเสมอภาคทางเพศนั้น ความเสมอภาคที่สำคัญที่สุดคือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ซึ่งวันนี้สังคมไทยกำลังละเลยเรื่องนี้ เพราะสังคมใช้วัตถุเป็นตัวตัดสินศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า การบูชาบุคคลที่ควรบูชาเป็นอุดมมงคล และการสอนที่ดีคือการทำเป็นแบบอย่าง ไม่ใช่เพียงคำพูด
นอกจากนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีดำริจัดกิจกรรม 2 กิจกรรม ให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ส่งเข้าประกวด ประกอบด้วย 1. การคัดลายมือด้วยบทเพลงชาติไทย และ 2. การจัดทำคลิปวิดีโอนำเสนอสิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการฯ เวลาไม่เกิน 1 นาที ชิงเงินรางวัลจากประธานสภาผู้แทนราษฎร กิจกรรมละ 3,000 บาท โดยจะนำรางวัลชนะเลิศไปเผยแพร่ทางเพจ ครูโสภณ ซารัมย์
โครงการฯ ดังกล่าว จัดโดยคณะกรรมการดำเนินโครงการสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ร่วมกับสำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้ประชาชนตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพ หน้าที่ ของปวงชนชาวไทย และการแสดงออกทางการเมืองผ่านกลไกต่าง ๆ เยี่ยมเยียนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนในฐานะที่ สส. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สภาผู้แทนราษฎร โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน นักศึกษา จำนวน 200 คน ต่อรุ่น ซึ่งจะจัดทั้งสิ้น จำนวน 7 รุ่น รวมจำนวน 1,400 คน



