สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ว่า กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐออกแถลงการณ์ ว่ากระบวนการถอนตัวของสหรัฐออกจากการเป็นสมาชิกองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เสร็จสิ้นสมบูรณ์อย่างเป็นทางการแล้ว ตามกรอบระยะเวลา 12 เดือน หลังมีการยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อดับเบิลยูเอชโอ เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2568
ทั้งนี้ สหรัฐยุติการให้เงินสนับสนุนทั้งหมดแก่ดับเบิลยูเอชโอ เรียกตัวเจ้าหน้าที่กลับจากสำนักงานใหญ่ของดับเบิลยูเอชโอ ที่เมืองเจนีวาในสวิตเซอร์แลนด์ และสำนักงานสาขาทุกแห่งของดับเบิลยูเอชโอ รวมถึงยุติบทบาทในคณะกรรมการบริหารและกลุ่มทำงานทั้งหมดของดับเบิลยูเอชโอ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลวอชิงตันยังคงค้างชำระเงินกับดับเบิลยูเอชโออีกประมาณ 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,088.60 ล้านบาท) ซึ่งตามระเบียบปี 2491 สหรัฐควรชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จก่อนลาออกอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลวอชิงตันระบุว่า “ไม่มีข้อกฎหมายบังคับ” ให้ต้องชำระก่อนจึงจะออกจากองค์กรได้
As the U.S.’s withdrawal from the WHO becomes official, the consequences for the world’s health could be serious. https://t.co/AVqXXTq2gZ
— TIME (@TIME) January 22, 2026
หลังจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐจะร่วมมือกับราว 60 ประเทศ เพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังโรคและการทำงานร่วมกันเอง โดยไม่ผ่านข้อตกลงโรคระบาดของดับเบิลยูเอชโอ
ขณะที่การลาออกของสหรัฐจะยิ่งซ้ำเติมวิกฤติการเงินของดับเบิลยูเอชโอ เนื่องจากรัฐบาลวอชิงตันเคยเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุด โดยบริจาคไปแล้วเกือบ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 40,430 ล้านบาท) ระหว่างปี 2565-2566 ซึ่งการขาดเงินจำนวนนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงการควบคุมโรคร้ายแรง ซึ่งรวมถึงเอชไอวี โปลิโอ และอีโบลา
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการถอนตัวของสหรัฐ เป็นเรื่อง “ประมาททางวิทยาศาสตร์” เพราะสหรัฐ จะขาดข้อมูลการติดตามเชื้อไวรัสสายพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตวัคซีนให้ตรงกับโรคที่ระบาดในอนาคต.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



