จากพรรคที่เคยยืนบนเวทีด้วยวาทกรรม การเมืองใหม่ ไม่เอาการเมืองสีเทา ไม่จับมือพรรคการเมืองเก่า และไม่ประนีประนอมกับโครงสร้างอำนาจเดิม
วันนี้กลับต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากคดีผู้สมัคร สส. ที่พัวพันกับพนันออนไลน์ การสื่อสารที่สวนทางกันของแกนนำ และท่าทีที่อ่อนลงอย่างมีนัยสำคัญต่อประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง
กรณีผู้สมัคร “สส.พรรคประชาชน” ทั้งใน กทม. และจ.ตาก ถูกจับกุมในคดีเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำลายสโลแกน “มีเราไม่มีเทา” อย่างรุนแรง และเปลี่ยนเป็น “มีเทาไม่เอาไว้”
แม้ “พรรคส้ม” จะพยายามอธิบายว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล แต่ในทางการเมืองไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กระบวนการคัดกรองผู้สมัครเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคโดยตรง และยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใด “เทา” เมื่ออยู่กับพรรคอื่นจึงถูกโจมตีอย่างถึงที่สุด แต่เมื่อเกิดขึ้นกับคนในพรรคเดียวกันกลับถูกลดทอนความหมาย และความร้ายแรงลง เพียงแค่ขออภัย และไปต่อ โดยไม่แสดงความรับผิดชอบ
อย่างในเวทีดีเบต “จตุพร บุรุษพัฒน์” หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ตอบคำถาม “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ถามว่าถ้าหลังจากนี้มีคนในพรรคเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทาจะทําอย่างไร โดย “จตุพร” ตอบว่า “ถ้าเป็นผม หัวหน้าพรรคต้องลาออก เพราะเป็นคนที่คัดเลือกเข้ามา”

ขณะเดียวกัน จุดยืนทางอุดมการณ์ที่เคยแข็งกร้าวก็ทยอยถูกปรับให้อ่อนลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การถอยจากการแตะมาตรา 112 การแก้ต่างบทบาททหารด้วยถ้อยคำว่า “มีไว้รบ” หลังก่อนหน้าด้อยค่ามีทหารไว้ทำไม หรือทหารรบอย่างไรก็แพ้ ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นนี้ ผู้สมัครพรรคส้ม ต่างรู้ซึ้งหลังถูกชาวบ้านตั้งคำถาม และกังขาในท่าทีระหว่างเดินหาเสียง
การเปลี่ยนท่าทีเหล่านี้สะท้อนความพยายามหลีกเลี่ยงแรงต้านจากกลุ่มอำนาจเดิม เพื่อไม่ให้พรรคถูกตัดออกจากสมการจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่ต้น แม้จะอธิบายได้ในเชิงยุทธศาสตร์ แต่สวนทางกับภาพการเมืองใหม่ที่พรรคพยายามสร้างมาโดยตลอด
ความสับสนยิ่งทวีความรุนแรง เมื่อการสื่อสารจาก “ผู้นำพรรคส้ม” ออกมาไม่เป็นเอกภาพ หรือจริงๆแล้วต้องการแบ่งบทกันเล่น จนสังคมเกิดความสับสนในจุดยืน
“หัวหน้าเท้ง” ประกาศชัดว่าไม่จับมือ “พรรคกล้าธรรม” ไม่เอาพรรคที่เกี่ยวข้องกับสีเทา และไม่สนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯอีกสมัย หาก “พรรคน้ำเงิน” ได้อันดับหนึ่ง พร้อมโจมตีบางพรรคเป็น “อีแอบ” ไม่ยอมประกาศความชัดเจนว่าจะจับมือกับใคร โดยอ้างว่าต้องรอผลการเลือกตั้งก่อน
ต่างจาก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้นำทางจิตวิญาณพรรคส้ม กลับส่งสัญญาณตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โดยย้ำว่า“พรรคประชาชน” ไม่ควรปิดประตูตัวเอง ไม่ควรตั้งเงื่อนไข และต้องเปิดกว้างต่อการจับมือกับทุกพรรค เพื่อให้ประเทศไม่ถึงทางตัน หาก “พรรคประชาชน” จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล “ปิดประตูตัวเองเมื่อไหร่หมายความว่าเราจะถูกบีบให้แคบลงๆ ทางเลือกในการจัดตั้งรัฐบาลจะน้อยลงๆ”

“ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์” โพสต์วิจารณ์ทันทีว่า “ธนาธร” คือผู้กำหนดทิศทางตัวจริงของพรรค ขณะที่ “ณัฐพงษ์” เป็นเพียง “นอมินี” ในตำแหน่งหัวหน้าพรรค ยิ่งตอกย้ำปัญหาโครงสร้างอำนาจภายใน “พรรคประชาชน”
เมื่อท่าทีเรื่องการจับมือทางการเมืองสามารถเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องอาศัยมติพรรคอย่างเป็นทางการ ภาพของการเมืองใหม่ที่ยึดหลักกระบวนการ และความโปร่งใส ย่อมถูกตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ต่างจากรูปแบบการเมืองเก่าที่“พรรคส้ม” เคยวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด
ด้าน “โอฬาร ถิ่นบางเตียว” วิเคราะห์ว่า ความคลุมเครือทั้งเรื่องจุดยืนการจับมือรัฐบาล และการคัดกรองผู้สมัคร สะท้อนปัญหาแกนเดียวกัน คือโครงสร้างการตัดสินใจที่ไม่ชัดเจน และความพร้อมจะเปลี่ยนจุดยืนเพื่อเปิดทางสู่อำนาจ ซึ่งแม้จะไม่ผิดในเชิงการเมือง แต่ขัดกับภาพลักษณ์ของพรรคที่อ้างเป็นการเมืองใหม่ โดยเฉพาะเมื่อเคยใช้ความ “ใหม่” เป็นเครื่องมือโจมตีพรรคอื่นอย่างรุนแรง
ด้วยสถานการณ์ และปัจจัยต่างๆที่เกิดขึ้น จึงประเมินแล้วว่า “พรรคส้ม” ไม่ถึง 250 เสียง อย่างที่ “ธนาธร” คุยโวไว้ จึงจำเป็นต้องค่อยๆขยับ และลดอุดมการณ์สุดโต่งลง เปิดประตูรับทุกพรรคการเมือง เพื่อไร้อุปสรรคบนเส้นทางสู่อำนาจ
จึงต้องจับตา หลังจากนี้ยังมีประเด็นใดที่พร้อมจะถอยอีกบ้าง เพราะหากการยืนหยัด ดื้อแพ่ง ไม่ฟังใคร บทเรียน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” พลาดเป็นนายกฯ มาแล้ว เพราะกรณีมาตรา112 หลังการเลือกตั้งปี66 ก็มีให้เห็นมาแล้ว.



