เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 ม.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย แถลงชี้แจงนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท โดยนายจุลพันธ์ กล่าวว่า นโยบายนี้เป็นเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายสำหรับการทำให้วิสัยทัศน์เปลี่ยนประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง โดยจูงใจให้คนเข้าระบบสร้างฐานข้อมูลเพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง และจัดการเรื่องสวัสดิการให้แม่นยำ นโยบายนี้จึงไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่า แต่ใช้ความหวังเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ฐานระบบข้อมูลรัฐ
นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า จุดประสงค์หลักของนโยบาย คือ จูงใจให้คนเข้าระบบภาษี เนื่องจากเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศไทยมีมูลค่ามากกว่า 9 ล้านล้านบาท การที่รัฐไม่สามารถเก็บภาษีในส่วนนี้ได้ ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ ซึ่งนโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จในต่างประเทศมาแล้วทั้งบราซิล และไต้หวัน สามารถเพิ่มรายได้จากภาษีถึง 20% รัฐจะมีรายได้จัดเก็บในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่ต้นทุนของนโยบายรวมแล้วอยู่ที่ 3 พันกว่าล้านบาทเท่านั้น มองว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
“นโยบายนี้ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการหาเงินให้กับรัฐด้วยซ้ำ เป็นการดึงเศรษฐกิจนอกระบบกลับมาเพื่อสร้างรายได้ สวัสดิการที่ยั่งยืนให้ประเทศ และเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงผ่านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง” นายจุลพันธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า นโยบายแจกเงินล้านอาจคล้ายคลึงกับนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคประชาชน หลายคนมองว่าเป็นการลอกนโยบายหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ถ้าเปรียบเทียบกันดีๆ คนละเรื่องกัน เพราะเรากำลังลงทุนที่จะสร้างระบบข้อมูลที่ดีที่สุดที่เชื่อมโยงกัน ทุกพรรคมองแต่เรื่องการใช้เงิน แต่พรรคเราพูดแต่วิธีการหาเงิน เป็นวิทยาศาสตร์ชัดเจน
เมื่อถามว่า ทำไมต้องจ่ายแยกเฉพาะกลุ่ม ทำไมไม่เป็นระบบถ้วนหน้า และเป็นสุ่มเอา นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ระบบถ้วนหน้าคือคนที่มีสิทธิซื้อของระบบถ้วนหน้าทุกคนวันละ 5 สิทธิ หากใส่ใบเสร็จหนึ่งใบก็มีโอกาสถูกจับได้ถึง 5 ครั้ง ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะจูงใจให้คนเข้าระบบ และแก้ปัญหาเงินที่ไม่อยู่ในระบบภาษี ในปัจจุบันจีดีพีที่บันทึกไว้ประมาณ 18-19 ล้านล้านบาท มองว่า 9 ล้านล้าน คือครึ่งหนึ่ง หากเอาครึ่งหนึ่งขึ้นมาบนโต๊ะ และอยู่ในระบบได้ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาล ซึ่งเราใช้วิธีคิดที่ใช้วัฒนธรรมของคนไทยที่รู้สึกอยากมีความหวังมาใช้ประกอบกัน



