ต้องยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นเดิมพันสำคัญของ “พรรคประชาชน (ปชน.)” หลังผ่านสมรภูมิในการสู้รบทางการเมืองมา 2 ครั้ง ภายใต้ชื่ออนาคตใหม่ (อนค.) ก้าวไกล (ก.ก.) โดยเฉพาะในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ซึ่งพรรคสีส้มได้เสียงมาเป็นลำดับ 1 แต่ไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต้องรับบทฝ่ายค้าน ดังนั้นในทางการเมือง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความหมายมาก จึงไม่แปลกที่เครื่องจักรสีส้ม จะใช้ทุกยุทธศาสตร์เพื่อนำมาสู่ชัยชนะ เพราะการได้เสียงมากที่สุดในการเลือกตั้งอาจไม่เพียงพอ หากจำนวน สส.ห่างกับพรรคลำดับ 2 ไม่มาก โดย “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรค ปชน. ยืนยันถึงเป้าหมายพรรคส้มว่า ถ้าเราได้เกินครึ่งหนึ่งของสภาก็ไม่ต้องกังวลใดๆ ทั้งสิ้น แต่หากได้ไม่ถึง อย่างน้อยต้องทิ้งห่างพรรคอันดับสอง สัก 30-40 ที่นั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เขารวมขั้วจัดตั้งแข่งกับพรรคอันดับหนึ่ง

นอกจากนี้ในช่วงโค้งสุดท้าย พรรคส้มยังดึง “นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรค ก.ก. มาช่วยหาเสียงในประเทศไทย โดยเปิดตัวที่ “สามย่านมิตรทาวน์” ซึ่งถือเป็นพื้นที่เดิม ที่เคยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งเมื่อปี 66 จากการใช้สโลแกน “มีลุงมีไม่มีเรา” โดยไฮไลต์สำคัญ ที่อดีตหัวหน้าพรรค ก.ก. แสดงจุดยืนในการปราศรัยว่า “ชนะให้เยอะ ต้องชนะแค่ไหนนั้น ก็ชนะให้พรรคอันดับสอง มันไม่กล้าจัดตั้งรัฐบาลแข่ง เลือกพรรคประชาชนให้ขาดเอาให้พรรคอันดับสอง มันไม่กล้าตั้งรัฐบาลแข่งกับเรา ชนะครั้งนี้ต้องชนะอย่างยิ่งใหญ่ ไม่ซื้อสิทธิขายเสียงให้สมศักดิ์ศรีพวกเราตั้งแต่อนาคตใหม่เป็นต้นมา และชนะครั้งนี้ต้องชนะกันแบบยาวๆ ยาวแค่ไหนก็ไม่มากไม่มายเอานายกฯ เท้ง 2 สมัย 8 ปี ให้พิธา ชัยธวัช ก้าวไกลกลับมาพอดี ชนะครั้งนี้เอาให้ใหญ่ เอาให้เยอะ และเอาให้ยาว ยาวพอให้ลูกสาวผมกลับมาเลือกผมได้”

พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์ว่า การเลือกตั้งยากทุกครั้ง คนก็เปลี่ยนไปตลอด แต่สิ่งสำคัญและเป็นจุดเด่นของพวกเราตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ จนถึงปัจจุบัน ก็คือการทำงานเป็นทีม ก็จะได้เห็นธร ทิม เท้ง ต๋อม หรือ 4 T ที่จะร่วมกันทำให้นายณัฐพงษ์ เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลให้ได้แน่ๆ ส่วนการดึงคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนายณัฐพงษ์ ตนเพียงมาเป็นผู้ช่วย ส่วนเจอศึกหนักทั้งจากเพื่อไทย (พท.) และภูมิใจไทย (ภท.) ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีครั้งไหนที่ไม่หนัก เป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง เราควรเอาบรรยากาศที่คุ้นเคยกลับมา การเมืองเป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องความเป็นไปได้ เป็นเรื่องการมีส่วนร่วม
เพียงแต่การดึงอดีตผู้นำพรรคสีส้ม เข้ามาช่วยหาเสียง ในแง่ทางการเมืองจะทำให้ภาพความโดดเด่นของ “เท้ง” ณัฐพงษ์ ลดลงหรือไม่ ถูกถามเรื่องภาวะผู้นำ ไม่ได้มีอำนาจตัดสินอย่างเด็ดขาด ต้องพึ่งพาความคิดผู้มากบารมี
นอกจากนี้ยังมีประเด็นอ่อนไหว ในระหว่างการปราศรัยที่สามย่านมิตรทาวน์ ช่วงหนึ่ง ประชาชนที่นั่งฟังปราศรัยตะโกนขึ้นมาว่า “ปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน” ทำให้นายณัฐพงษ์ กล่าวตอบรับว่า “อยู่ในหัวใจ มีอำนาจ ทำแน่นอน หมายถึงนักโทษทางการเมืองทำแน่นอน” นั่นหมายความว่า ประเด็นเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112 พรรค ปชน.จะผลักดันกระบวนการล้างผิดคนกลุ่มนี้ด้วยใช่หรือไม่ อาจกลายเป็นจุดตาย ไม่มีใครยอมร่วมงานด้วย
ส่วนที่กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา หนีไม่พ้นที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงสาธารณสุข มีมติปลดนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคปชน. อดีตผอ.โรงพยาบาลสะบ้าย้อย ออกจากราชการ สืบเนื่องจากการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 3
ด้าน “นพ.สุภัทร” ได้โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เปิดความจริง ยุทธการเตะตัดขา ไม่ให้ผมเข้าสภา” โดยระบุว่า แม้ที่ประชุมมีมติ 4:3 ปลดออกจากราชการจริง แต่สุดท้ายยังไม่สามารถปลดได้ เพราะ ผู้แทน ก.พ.ขอนำเรื่องไปพิจารณา ในกรรมการใหญ่อีกชุดที่เป็นธรรมกว่า พอตนกับธนาธรทวงเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมหลังละ 49,500 บาท ให้คนหาดใหญ่ที่ยังไม่มีใครได้เลยแม้แต่หลังเดียว จากที่เคยบอกว่า “รักผมจะตาย” เกิดหงุดหงิดอย่างหนัก นี่คือแผนสกัดไม่ให้ผมเข้าสภาอย่างแน่นอน เพราะกระแสผมมาแรงมาก หวังทำให้ขาดคุณสมบัติลง สส. ยืนยัน คนเปิดเกมนี้คิดผิดแน่นอน การใช้วิชามารแบบนี้ ทำให้กระแสสีส้มยิ่งแรงขึ้นทั้งพรรคและผู้สมัคร ตนเปิดปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุง ช่วงโควิดระบาดหนักในปี 2564 มาถูกสอบวินัยในปี 2566 หลังผมค้านนโยบายกัญชาเสรี แล้วมาชี้ขาดในปี 2569 เพียง 15 วันก่อนเลือกตั้ง ช่างประจวบเหมาะเกินไปไหม
ส่วน “นายพัฒนา พร้อมพัฒน์” รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีเดียวกันว่า เป็นไปตามกระบวนการของการสอบสวน ต้องรอขั้นตอนทางกฎหมาย ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการเมืองใดๆ ทั้งนั้น ยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นไปตามคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ที่แสวงหาข้อเท็จจริงไว้แล้ว ส่วนเรื่องเชื่อมโยงการเมือง ส่วนตัวผมเพิ่งทราบว่า คุณหมอสุภัทร ลงสมัคร สส. ดังนั้น ก็แล้วแต่จะคิดกัน
ขณะที่ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข กล่าวกล่าวถึงกรณีที่ประชุม อ.ก.พ. กระทรวงสาธารณสุข มีมติปลด นพ.สุภัทร ออกจากราชการ ว่า เป็นเรื่องภายในกระทรวง ตนไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการปลดหมอสุภัทร เนื่องจากประกาศทวงเงินน้ำท่วมหาดใหญ่ ร่วมกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นั้น เรื่องซ่อมบ้าน ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้หลังละ 49,000 บาท สำรวจความเสียหายตามจริง ได้ชี้แจงกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว ที่บอกว่าทำก่อนยุบสภาได้ มันทำไม่ได้หรอก ในส่วนของการดูแลพี่น้องประชาชนรายครัวเรือน 9,000 บาทา รัฐบาลได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือตกค้างอยู่คือคนที่ไม่ได้มาลงทะเบียน เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าการปลดหมอสุภัทรไม่ใช่การกลั่นแกล้ง นายกฯ กล่าวว่า ต้องไปถามกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันอะไรไม่ได้เพราะไม่มีข้อมูล แต่หากจะถามว่าเป็นการกลั่นแกล้ง ยืนยันว่าไม่มี เคยบอกมีแต่ตนที่โดนกลั่นแกล้ง ไม่เคยกลั่นแกล้งใคร
ด้าน “ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร” รองเลขาธิการ กกต. ให้ความเห็นว่า ต้องดูว่า นพ.สุภัทร ถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง จากเหตุการณ์ทุจริตหรือไม่ เพราะกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 42 (10) ระบุว่า เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ เมื่อถามว่า กรณี นพ.สุภัทร ลาออกจากราชการ ก่อนผลการสอบสวนและนำมาสู่มติดังกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว จะนับด้วยหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า ต้องดูว่าคำสั่งที่สั่งให้พ้นนั้นเมื่อไหร่ คำว่า “เคย” นั้นจะเคยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ถ้า “เคย” ปุ๊บก็เข้าลักษณะต้องห้ามทันที
อย่างไรก็ตาม กฎหมายจะนับหลังจากที่ลงนามในคำสั่งนั้นอย่างเป็นทางการก่อน หากบอกว่าเป็นมติ แต่ยังไม่มีการลงนามคำสั่งก็ยังไม่นับ ถ้าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจริง ก็เป็นหน้าที่ของผอ.การเลือกตั้งประจำเขต ที่จะยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาในการพิจารณาถอนจากการเป็นผู้สมัคร สส. หากมีข้อมูล ถือว่าเหตุปรากฏ และกฎหมายเขียนว่า “ก่อนวันเลือกตั้ง” เมื่อถามต่อว่า หากการลงนามคำสั่งหลังการเลือกตั้ง แล้วผู้นั้นได้รับเลือกเป็น สส. จะเป็นเหตุอย่างไรต่อไป ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า ถ้าได้รับการรับเลือกตั้ง กรณีนี้หมายความว่า เป็นลักษณะต้องห้ามที่เกิดขึ้น ก็ยังเป็นอำนาจของ กกต.ในการพิจารณาจะรับรองหรือไม่
จากนี้ไปคงต้องรอมติที่ประชุมใหญ่ของก.พ. จะมีมติอย่างไร แต่เรื่องนี้ก็ต้องมีคำถามตามมา การเลือกคนมาลงสมัครรับเลือกตั้ง ที่กำลังถูกสอบสวนจากเรื่องราวต่างๆ พรรคต้นสังกัดย่อมมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ.
“ทีมข่าวการเมือง”



