ทำไมผู้นำโลกคุยกันเรื่องระเบียบโลกใหม่

เพราะหลังสงครามโลก “ระเบียบโลก” ถูกจัดโดยมหาอำนาจซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา โลกเร่งการพัฒนาโดยใช้เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมเป็นตัวนำ ทิ้งสังคม และสิ่งแวดล้อมไว้ด้านหลัง ผู้นำรุ่นใหม่คิดว่าขืนทำแบบนี้โลกจะเร่งสู่หายนะ สิ่งแวดล้อมที่เคยสมบูรณ์จะถูกทำลาย และสังคมจะเกิดการเหลื่อมล้ำแตกแยก จนอาจจะนำมาซึ่งสงครามโลกครั้งที่ 3

ตอนนั้นผู้นำที่ประชุมกันที่ Davos จะเป็นนักธุรกิจ ผู้ควบคุมความมั่งคั่งของโลก พวกเขากระตุ้นเพื่อน ๆ ให้กลับไปริเริ่มขับเคลื่อนงานความยั่งยืน ในประเทศต่าง ๆ ยุคนั้นกระแส CSR” จึงเกิดขึ้น

เมื่อราวต้นปี 2000 ตอนเราเริ่มกระตุ้นให้ภาคธุรกิจไทยเปลี่ยนเป้าหมายจาก กำไรสูงสุด เป็นการเติบโตที่ยั่งยืน ด้วยการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน ด้วยการมี หน่วยงาน CSR” ตอนนั้น CSR และความยั่งยืนเป็นตัวประหลาด ไม่มีใครอยากทำ ดูเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ในช่วงนั้นแม้แต่ตลาดหลักทรัพย์ยังไม่สนใจ จนกระทั่งมี CSR Club ที่ริเริ่มโดยบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ที่รู้ว่ากระแสโลกมาทางนี้ ไม่ทำไม่ได้ ต่อไปจะเสียเปรียบในเวทีการค้าโลก

การเริ่ม CSR ที่สวนกระแสเศรษฐกิจยุคโลกเก่าในวันนั้น คือการวางรากฐานความยั่งยืนของเศรษฐกิจใหม่ในวันนี้

Davos ปีนี้เราได้ยินคำว่าความยั่งยืน Sustainable บ่อยที่สุด ผู้นำโลกพูดว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เป็นงานอาสา ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ในระเบียบโลกใหม่ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ความยั่งยืนคือมาตรฐาน เป็นกฎระเบียบการค้าใหม่ ไม่ทำไม่ได้ SDG คือความจำเป็นสูงสุดในยุคระเบียบโลกใหม่

น่าสงสัยว่าในเวทีผู้นำโลกวันนี้ ทุกคนใช้ความยั่งยืนเป็นวิสัยทัศน์ เป็นแนวทางใหม่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสันติภาพ เขาพูดเรื่อง SDG อย่างคล่องแคล่ว แต่ทำไมนักการเมืองไทยไม่มีใครพูดเรื่องความยั่งยืนเลย ไม่อยู่ในนโยบายหลัก ไม่เห็นในป้ายหาเสียง และไม่พูดให้ชัดในเวทีดีเบต พวกเขาคงอยู่ในยุคโลกเก่าที่จบไปแล้ว

ถ้านักการเมืองไทยทันสมัยแบบผู้นำโลก ชูนโยบายความยั่งยืน พัฒนาความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดคู่ค้า และพันธมิตรโลกใหม่ ไทยจะโดดเด่นในเวทีโลก หรือจะต้องรอถึงเลือกตั้งครั้งหน้า ที่ผู้นำเอาจริงเรื่องความยั่งยืน.