เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตนได้เชิญ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน และ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน รวมถึง น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) มาสอบถามถึงเรื่องที่เป็นข่าว เพราะตนไม่เคยได้รับรายงานว่ามีปัญหาร้ายแรงเช่นนั้นหรือไม่ ซึ่งทุกคนยืนยันว่า ข้อมูลไม่ได้เป็นไปตามที่มีการเสนอข่าวไป ซึ่งตนบอกว่าพูดกับตนแค่นี้ไม่ได้ ต้องแถลงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบให้สื่อมวลชนได้ซักถาม เพื่อที่จะได้ตอบข้อสงสัยทั้งหมด โดยในส่วนราชการเขาก็คิดว่า เขาไม่ได้ทำอะไรบกพร่องหรือคิดอะไร ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องมาแถลง เพราะคิดว่าทำถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง แต่ตนก็บอกเขาไปว่า ตนเป็นรัฐบาลรักษาการในช่วงยุบสภา ถ้าเป็นเรื่องของหน่วยงานใดก็ควรออกมาชี้แจง แต่เห็นว่าวันนี้หลังการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม ปลัดกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการ สปส. จะแถลง

เมื่อถามว่ามีการเสนอแนะแนวทางอย่างไรในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับกองทุนประกันสังคม นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นการดำเนินการในหน่วยงานของ สปส. เสียอยู่อย่างเดียวคือการทำให้คนไปคิดว่าเป็นหน่วยงานที่ขึ้นกับรัฐบาล เพราะเลขาธิการ สปส. เป็นข้าราชการประจำ โดยการดำเนินงานขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ประกอบด้วยไตรภาคี 3 ฝ่าย ซึ่งไม่มีใครเข้าไปสั่งอะไรได้อยู่แล้ว ส่วนสิ่งที่ได้พูดคุยกันเมื่อเช้าวันนี้เป็นประเด็นที่ดี และถ้าพวกตนได้มีโอกาสเข้ามาทำงานต่อ ได้กำกับดูแลงานส่วนนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และเป็นอิสระอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ อาจจะทำเหมือนรูปแบบของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) แทนที่จะเป็นการโยกย้ายมา เพราะเลขาธิการ สปส. เคยเป็นอธิบดีกรมนั้นกรมนี้ หรือไปเป็นปลัดกระทรวง ดังนั้นในเมื่อเป็นรูปแบบคณะกรรมการอยู่แล้ว น่าจะใช้วิธีการสรรหาก็เป็นสิ่งที่คิดได้ตอนนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าความคิดนี้สามารถนำไปใช้หาเสียงเลือกตั้งได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทันแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ ไม่ใช่หมายความว่า จะทำอะไรต้องเป็นนโยบายในการหาเสียงทั้งหมด ถ้าถึงเวลาที่เราทำงานได้และเป็นประโยชน์ แล้วเป็นสิ่งที่เราต้องทำก็ต้องทำ ไม่ใช่ว่าไม่ทำเพราะทำไม่ได้ ไม่ได้หาเสียงเอาไว้ ไม่ใช่คนละเรื่องกัน

เมื่อถามว่า กบข. บริหารงานโดยเอกชน สปส.จะออกจากระบบราชการเหมือน กบข. หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “เดี๋ยวสิครับ ผมคิดของผมไปเรื่อยๆ ก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องดำเนินการอะไร เพราะว่าตอนนี้ทำไม่ได้อยู่แล้ว ไปผูกพันรัฐบาลอื่นหรือผูกพันงบประมาณ รวมถึงนโยบายอะไรไม่ได้อยู่แล้ว และทำไม่ได้มาตั้งแต่ประกาศยุบสภาแล้ว

ต่อข้อถามว่าพรรคประชาชนนำประเด็นเกี่ยวกับการบริหารกองทุนประกันสังคมมาใช้ในการหาเสียง นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าในคณะกรรมการประกันสังคมมีอยู่ฝ่ายหนึ่งที่มาจากการสนับสนุนของกลุ่มพวกนี้และอยู่มา 2 ปีแล้ว ค่อนข้างจะมีพลังพอสมควร เท่าที่ตนทราบ การดำเนินงานอะไรต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการของรัฐบาล จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไม่เคยไปก้าวก่าย

เมื่อถามว่า สิ่งที่สะท้อนออกมาจาก สปส. ทำให้เห็นถึงความด่างพร้อย เช่น การนั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส นายอนุทิน กล่าวว่า ก็พูดอย่างนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะอดีต รมว.แรงงาน ก็ได้ชี้แจงแล้วว่าไม่เคยนั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส เป็นการกล่าวหาลอยๆ พอกล่าวหาด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จแล้ว มันก็จบแล้วไม่มีคืออะไรต่อ

“ถ้ามีอะไร ก็เปิดเผยมา ซึ่งถ้าอันไหนจริง อันไหนผิดระเบียบ ต้องไปดำเนินการร้องเรียน ฟ้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า เขาทำผิดมาตรา 157 ดำเนินการเต็มที่เลย แต่อย่าไปกล่าวหากันไปกันมา ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเราลงโทษกันเองไม่ได้ บ้านเมืองมีกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว คนไหนผิด ก็ไปตรงนั้น คนที่ผิดก็ไม่เห็นรอดสักราย คนที่ไม่ผิดก็ไปชี้แจงข้อกล่าวหา แต่การมากล่าวหากันในโซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์ รวมถึงการปราศรัยโยนกันไปโยนกันมา เดี๋ยวเขาก็โยนกลับมาบ้าง มันก็ไม่จบไม่สิ้น กลายเป็นทะเลาะกันให้ประชาชนเห็น” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยจะต้องตั้งทีมตรวจสอบ ใครหาเสียงสาดโคลนทำให้พรรคเสียหายด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า หายใจยาวๆ นิ่งๆ เดินเข้าหาประชาชน อีก 2 สัปดาห์ พรรคภูมิใจไทยไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ไม่ต้องการความขัดแย้ง เกลียดความขัดแย้ง ไม่เคยไปโต้ตอบ ไม่เคยไปโต้เถียงอะไรใคร หาเสียงก็พูดแต่เรื่องนโยบายของพรรค ไม่เคยพูดถึงพรรคอื่น บางพรรคหาเสียงด่าพรรคภูมิใจไทย 50 นาที พูดถึงพรรคตัวเอง 10 นาที อย่างนี้ประชาชนได้อะไรขึ้นมา เราหาเสียงเพื่อขายนโยบายของพรรคให้กับประชาชน ไม่ใช่เพื่อไปด่าพรรคให้ประชาชนฟัง เราไม่เคยทำอย่างนั้น เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาคิดอย่างนั้น