3 พรรคที่แข่งกันเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ต่างก็ชูจุดขายที่แตกต่างกัน พรรคประชาชน ( ปชน.) นำโดย“หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นพรรคที่ตลอดการหาเสียงโดนโจมตีหนักที่สุด ก็เพราะ“กรรมเก่า” ที่เคยพูดในเชิงลบต่อทหารและกองทัพไทย ซึ่งเมื่อเกิดภาวะสงครามชายแดนไทย-เขมร เรื่องนั้นกลับมาเป็นหอกทิ่มแทง
จากวาทกรรม “มีทหารไว้ทำไม”ถูกหยิบยกมาต่อว่าว่าพรรคส้มเป็นปฏิปักษ์กับกองทัพ จน“อดีตหัวหน้าทิม”พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ต้องออกมาขอโทษ แต่ไม่วายโดนกองเชียร์ตำหนิว่าจะเปลี่ยนจุดยืนทำไม เมื่อการพูดในครั้งนั้นวันวาน หมายถึงพวกทหารที่ทำปฏิวัติรัฐประหาร และว่า พรรคส้มเป็นพรรคที่รักทหารกว่าใคร ช่วยทหารชั้นผู้น้อย
เพราะ พรรคส้มเอาเรื่อง ปัญหาในสำนักงานกองทุนประกันสังคม ( สปส.) ขึ้นมาหาเสียง ก็พลิกคว้าแต้มบวกไปได้ท่วมท้น ชนิดที่เรียกว่า ทุบถูกจุด มันโดนใจให้คนส่งประกันสังคม ที่มีร่วม 25 ล้านคน เชียร์ เพราะความรู้สึกของคนไทยต่อประกันสังคมก็คือร่วมจ่ายเข้าเงินกองทุนชีวิต ทั้งรักษาพยาบาล ช่วยช่วงว่างงาน เป็นเงินเกษียณ
เมื่อบอร์ดประกันสังคมถูกโจมตีเรื่องใช้เงินนั่งเครื่องบินแพง ตัดสูท แล้วไม่ชี้แจง คนเห็นการลงทุนที่ไม่น่าจะเกิดผลกำไร ทั้งเรื่องตึกสกายไนน์ หอพักทียูโดม เสียงผู้ส่งประกันกลายเป็นพลังความโกรธ ที่การเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงหนักกว่าความหวัง “ไอซ์”รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคส้ม ผู้เปิดเรื่องตั้งแต่ตึกสกายไนน์ กลายเป็นดาวฤกษ์ทางการเมือง
พรรคแจกหนัก คือพรรคเพื่อไทย “ดร.เชน”ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคปราศรัยใหญ่ทีฮือฮาที่ เพราะเปิดนโยบายประชานิยมหนัก ตั้งแต่ครั้งปราศรัยใหญ่แรก คือ“คนไทยไร้จน”คนไทยมี 3.4 ล้านคนที่รายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งคือเส้นความยากจน ก็เติมเงินส่วนที่ขาดให้รายได้ถึงเดือนละ 3,000 บาท
ต่อมา ประชานิยมเฟส 2 เมื่อ พรรคภูมิใจไทย จะทำคนละครึ่งพลัส เพื่อไทยก็ออกโครงการ “ยิ่งกว่าพลัส” จากประชาชนจ่ายครึ่งหนึ่งรัฐจ่ายครึ่งหนึ่ง มาเป็นรัฐช่วย ร้อยละ 70 ประชาชนจ่าย ร้อยละ 30 เรียกว่า เกทับกันเห็นๆ นอกจากนี้ยังชูนโยบายช่วยเหลือหนี้ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ช่วยลดค่าไฟฟ้า หวยเกษียณอีก เรียกว่า “ใจป้ำ” มาก
เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีโครงการใหม่ออกมาอีก คือ“เศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน”สุ่มจับรางวัลจากเลขใบเสร็จ 5 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท และอีก 4 รางวัลมาจากการสุ่มจับเลขบัตรประชาชน ได้แก่ 1.เกษตรกร 2.ผู้สูงอายุ 3.อาสาสมัครเพื่อสังคม ทหารผ่านศึก ฯลฯ 4. ผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ รางวัลละ 1 ล้านบาท ใช้เงินปีละ 3,285 ล้านบาท “ดร.เชน” ยืนยันว่าทำได้แน่ !
ขณะที่พรรคภูมิใจไทย “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ดูจะนิ่งที่สุดในกลุ่มพรรคใหญ่ เจ้าตัวใช้วิธีหาเสียง ”ออแกนิกส์” เน้นลงพื้นที่แบบเรียบง่าย ไม่จัดเวที เพราะมองว่า ได้ใกล้ชิดและได้ฟังเสียงชาวบ้านชัดที่สุด
จุดขายหลักของพรรคก็ยังคงเป็น 3 รัฐมนตรีคนนอกของภูมิใจไทย ที่มีผลงาน บุคลิกดี ชื่อ 3 คนถูกพูดถึงมากกว่านโยบายพรรคเสียอีก “รมต.ผึ้ง”ศุภมาส อิศรภักดี หัวหน้าทีมกรุงเทพฯ ชูจุดขายทำได้จริง “แต่ละพรรคก็มีนโยบายคล้ายกัน แต่ภูมิใจไทยทำได้ในแค่ไม่กี่เดือนที่มาบริหาร” และขายแนวคิด“ไม่เลือกเราเขามาแน่ เลือกอย่าให้คะแนนทิ้งน้ำ”
โค้งสุดท้าย “3 พรรคใหญ่” ต่างตั้งเป้ากวาดสส.ให้ได้เกิน 150 คน หวังเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ที่สำคัญจะได้ไม่ต้องแบ่งเค้กกับพรรคร่วมรัฐบาลเยอะ.



