“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กำลังเตรียมความพร้อม ตรวจสอบรายละเอียดร่างสัญญา โครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) ระยะเวลา 7 ปี ให้เกิดความรอบคอบที่สุด คาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้ จะเชิญบริษัทนครชัยแอร์ จำกัด ผู้ชนะเสนอราคา 14,905 ล้านบาท มาลงนามสัญญาร่วมกัน

หลังจากกระทรวงคมนาคมได้นำผลการประกวดราคาเสนอนายกรัฐมนตรีรับทราบ รวมทั้งได้ส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568-2574 จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายแล้ว

เมื่อลงนามสัญญาเสร็จสิ้น ขสมก. จะให้บริษัทนำเสนอรายละเอียดแผนงานภายใน 30 วัน เบื้องต้นรถลอตแรก 500 คัน จะส่งมอบภายใน 300 วัน หรือภายใน 10 เดือน ตามกรอบเวลาเดิมที่กำหนดไว้คือประมาณเดือน มี.ค. 2570 ซึ่งต้องใช้เวลาทั้งการส่งมอบพื้นที่ติดตั้งสถานีชาร์จและอู่รถ รวมทั้งการจดทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบกตามกฎหมาย และส่งมอบครบทั้งหมดภายใน 360 วัน หรือภายในประมาณเดือน พ.ค. 2570

เพื่อให้บริการประชาชนทดแทนรถเมล์ร้อนครีมแดง (รถร้อน) ที่จะปลดระวางทั้งหมด 1,520 คัน เพื่อลดมลพิษ ตามนโยบายพลังงานสะอาดของรัฐบาล และแผนปฏิรูป ขสมก. เปลี่ยนผ่านสู่รถเมล์ไฟฟ้า ลดต้นทุนเชื้อเพลิง ล้างหนี้สะสม ขสมก. กว่า 2 แสนล้าน

กรณีพรรคการเมืองต่างๆ นำเสนอนโยบายกำหนดระบบตั๋วร่วมระหว่างรถไฟฟ้าและรถเมล์จัดเก็บค่าโดยสารร่วม อาทิ

พรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ประกาศจัดเก็บในราคา 15 บาทตลอดสาย

นโยบายพรรคประชาชน ค่าโดยสารร่วม (รถเมล์+รถไฟฟ้า 8-45 บาท)

พรรคเพื่อไทยรถไฟฟ้า20บาท รถเมล์ปรับอากาศ 10 บาท

ประชาธิปัตย์รถไฟฟ้า-รถเมล์ 5-30 บาท

ความคุ้มทุนในการจัดเก็บค่าโดยสารรถเมล์ปรับอากาศอยู่ที่ประมาณ 15-20-25 บาท เท่ารถปรับอากาศในปัจจุบัน ขสมก. จัดเก็บได้ตามนโยบายของทุกพรรคที่จะมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ แต่หากเก็บต่ำกว่าต้นทุน อยากให้รัฐบาลอุดหนุนชดเชยส่วนต่างเป็นตัวเงินที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายโครงการ ส่งผลให้ ขสมก. ไม่สามารถแก้ปัญหาขาดทุนลุล่วงได้

เนื่องจากรายละเอียดวงเงินลงทุนที่ ครม. อนุมัติโครงการวงเงิน 15,355.60 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าเช่ารถ 10,134.70 ล้านบาท ค่าซ่อมบำรุง 3,240.03 ล้านบาท ค่าเช่าสถานีประจุไฟฟ้า 967.4 ล้านบาท ใช้จ่ายจากงบประมาณปี 2568 ที่ได้รับการอนุมัติไว้แล้ว 368.4 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 14,987.2 ล้านบาท จะผูกพันปีงบประมาณปี 2569-2574

โดยมีประมาณการรายได้ (ค่าโดยสาร, โฆษณา) 52,654.19 ล้านบาท ประมาณการรายจ่าย (ค่าเช่ารถ, ค่าเช่าตู้ชาร์จพลังงานไฟฟ้า) 32,798.54 ล้านบาท คาดว่าจะมีผลกำไรสุทธิ 19,855.64 ล้านบาท