เรื่องของ “หมอจุ๊ก”นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีต ผอ.รพ.จะนะ ผู้สมัคร สส.สงขลา พรรคประชาชน ( ปชน.) ก็อาจเข้าข่ายการปล่อยข้อมูลข่าวสารมา แต่ผลอาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการ หมอจุ๊กเป็นที่รู้จักมากในสงขลา อาจเป็นตัวเต็ง สส.ก็ได้ แต่อยู่ๆ ก็มีข่าวสกัดดาวรุ่ง ว่า อนุกรรมการข้าราชการพลเรือน ( อ.ก.พ.) สาธารณสุข ชี้มูลมีความผิดทางวินัย ข้อหาจัดซื้อเครื่องตรวจเอทีเคแพงเกินจริงในยุคที่มีโควิด กระแสเห็นใจตีไปทางหมอจุ๊กเรื่องโดนกลั่นแกล้งทั้งที่ไม่ควรมีความผิดก็ข้อหนึ่ง อีกอย่างคือ ว่าไปว่า การเมืองต้องการสกัด เพราะถ้าถูกปลดจากราชการ จะขาดคุณสมบัติสมัคร สส.  

เรื่องนี้น่าจะพาดให้พิงมาถึง“เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอีก โจมตีเรื่องการทำงานช่วงเป็น รมว.สาธารณสุข จากที่ชาวเน็ตย้อนคำ“โควิดกระจอก”มาจิกกัดอยู่แล้ว “หมอเอก”นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อดีต กมธ. การสาธารณสุข โพสต์เฟซบุ๊กอธิบายว่า เรื่องนี้สอบสวนทางวินัยตั้งแต่ปี 2566 

“ปี 2564 ที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณราว 1,000 ล้านบาท ให้ สปสช.จัดซื้อ ATK จำนวน 8.5 ล้านชุด  คณะทำงานกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท 2 ราย เป็นกรรมการ ได้เชิญบริษัทเอกชนมาหารือ กำหนดเงื่อนไขให้เฉพาะชุดตรวจที่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO)  ทั้งที่มาตรฐานไม่ได้สะท้อนคุณภาพที่เหนือกว่ามาตรฐาน อย.”เป็นการจำกัดตัวเลือกให้เหลือน้อยราย

มีเอกสารร้องเรียนจากบริษัทต่างชาติ 2 -3 แห่งว่าเป็นการตั้งเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม ส่อเจตนาเอื้อประโยชน์ให้บางรายที่มีของในสต็อก ต่อมาองค์การเภสัชกรรมไม่เห็นด้วยจัดซื้อแบบพิเศษ และตัดเงื่อนไข WHO ออก ส่งผลให้มีผู้ผ่านเกณฑ์มากขึ้น และสามารถจัดซื้อได้ในราคาประมาณ 70 .09 บาทต่อชุด ต่ำกว่าราคากลาง 120 บาท ( ราคาตลาดขณะนั้นอยู่ราว 200 –300 บาท )โรงพยาบาลจะนะกลับจัดซื้อ ATK ในราคาประมาณ 250 บาทต่อชุด ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งจัดซื้อในราคาต่ำกว่า

มีการบิดเบือนข้อมูลให้สังคมเข้าใจผิดว่า ซื้อได้ถูกกว่ารัฐบาลที่ตอนนั้นซื้อ 300-400 บาท ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ราคาที่รัฐบาลซื้อ แต่เป็นราคาที่ สปสช. จ่ายค่าบริการการตรวจ ATK กลับคืนไปให้โรงพยาบาล”  นพ.เอกภพตั้งคำถามว่า การอ้างมาตรฐาน WHO ของ นพ.สุภัทร เป็นเหตุผลทางวิชาการจริง หรือเป็นการอ้างเพื่อกำหนดสเปกเฉพาะ

นพ.เอกภพ ยังตั้งข้อสังเกตโครงการนำชุดตรวจจากโรงพยาบาลในต่างจังหวัดเข้ามาใช้ตรวจประชาชนในกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ แพทย์ชนบท ตรวจคนในกรุงเทพฯ แต่กลับให้ไปขึ้นทะเบียน Home Isolation กับโรงพยาบาลในเครือข่ายตนเองที่ต่างจังหวัด เพื่อดึงงบประมาณไปเบิกจ่าย  มีข้อร้องเรียนว่าคนไข้ถูกทิ้ง ไม่มีการส่งข้าว-ยาตามสิทธิ และขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบอย่างจริงจัง ..จากนี้ก็รอดูฝั่งหมอจุ๊กชี้แจงบ้าง

ข่าวออกมา มีผลต่อฝ่ายการเมือง ปล่อยให้ถูกโจมตีฝ่ายเดี๋ยวจะพังเอา ยิ่งยุคนี้ แนวรบจากไอโอหรือหัวคะแนนธรรมชาติเข้ามามีบทบาทได้ทั้งการตีข่าวทั้งบิดเบือนข่าว บางเรื่องเล่าข้อมูลฝั่งเดียวก็ชี้แจงให้ครบ อย่างเรื่องบางหน่วยงานบินไปดูงานเมืองนอก-ใช้เงินตัดสูท ถ้าหน่วยงานที่ถูกพาดพิงไม่อยากถูกรุมเละ ก็ต้องชี้แจงให้ชัดว่า“สิทธิ์ตามกฎหมายได้อะไรแค่ไหน” และหน่วยงานอื่นมีหรือไม่ อย่างดูงานนี่ สส.,สว.ก็ถูกว่าบ่อยช่วงปิดสมัยประชุม ,เรื่องตัดสูททำกันกี่องค์กร

แนวรบด้านข่าวสารยิ่งสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ฝ่ายการเมืองต้องตามให้ทัน ฝ่ายประชาชนก็ต้องรู้เท่าทันสื่ออย่าให้ถูกหลอกง่ายๆ