สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง เมื่อเทียบกับเงินยูโร และต่ำสุดในรอบ 2 เดือนครึ่ง เมื่อเทียบกับเงินเยน ว่าโดยส่วนตัว “ไม่กังวล” และ “ต้องการให้ค่าเงินเป็นไปตามระดับของมันเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด”


ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า เรื่องนี้เป็นเพราะนักลงทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่นในสินทรัพย์สหรัฐ และแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐส่วนหนึ่งมาจาก การขู่ขึ้นภาษีของทรัมป์ที่มีต่อนานาประเทศ


ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์อีกด้านมองไปที่ “ยุทธศาสตร์ดอลลาร์อ่อน” หรือการที่รัฐบาลวอชิงตันเจตนาทุบค่าเงินของประเทศเสียเอง จากการที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนในรัฐบาลทรัมป์ รวมถึงนายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลัง สนับสนุนแนวทางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออก แม้บรรดานักเศรษฐศาสตร์จะเตือนว่า เป็น “ความเสี่ยงที่คำนวณไว้แล้ว” ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหา หากเกิดความวุ่นวายกับระบบการเงิน


ด้านนายโรเบิร์ต แคปแลน รองประธานของโกลด์แมน แซคส์ หนึ่งในวาณิชธนกิจรายใหญ่ระดับโลกของสหรัฐ เตือนว่า แม้การที่เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าจะช่วยเรื่องการส่งออก แต่สหรัฐกำลังมีหนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,245 ล้านล้านบาท) การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินจึงสำคัญกว่าการช่วยส่งออก เพราะหากดอลลาร์สหรัฐไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลวอชิงตันจะขายพันธบัตรเพื่อระดมทุนได้ยากขึ้น


อนึ่ง นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง เมื่อเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐตามดัชนีของบลูมเบิร์ก ร่วงลงไปแล้วเกือบ 10% และปริมาณการซื้อขายสัญญาที่เก็งกำไรว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าลงอีก พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2554.

เครดิตภาพ : AFP