เมื่อเวลา 20.25 น. วันที่ 28 ม.ค.68 ที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน จ.ภูเก็ต นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการลงพื้นที่ทั้งจ.อุบลราชธานีเมื่อวันที่ 27 ม.ค.และ จ.ภูเก็ต กระแสตอบรับเป็นอย่างไร ว่า “โคตรดูดีมาก ทุกคนมีความสนใจ และกระตือรือร้น อีกทั้งยังมีความต้องการที่จะทราบว่าเราจะแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างไร ซึ่งสำหรับดิฉันก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจึงรู้สึกชื่นใจ”
เมื่อถามว่า ถ้าไม่เลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล ก็จะไม่ได้นางศุภจีมาช่วยงาน อยากบอกอะไรกับประชาชนในเรื่องนี้หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า จริงๆแล้วศุภจีก็เป็นแค่คนเดียว แต่พรรคภูมิใจไทยเราประกอบไปด้วยบุคลากรที่มีความสามารถมากมาย ฉะนั้นถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทยก็จะได้ทีมนี้ ซึ่งประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ส่วนตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ รวมถึงได้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี มาทำงานด้วย แต่ถึงแม้จะไม่ได้เลือกพรรคภูมิใจไทย ซึ่งศุภจีก็จะกลับไปเป็นประชาชน ที่มีความตั้งใจเต็มที่ที่จะให้ข้อมูล และให้ความสนับสนุนภาครัฐ พร้อมมอบนโยบายดีๆให้ไปทำต่อ
เมื่อถามว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า “นางแบก” ของพรรคภูมิใจไทย นางศุภจี ถึงกับส่ายหน้า ก่อนบอกว่า ”ไม่รู้สึกแบบนั้นเลยค่ะ“ เพราะแต่ละคนต่างมีหน้าที่ และตนก็ตัวเล็กนิดเดียว ทั้งนี้ ที่ตนทำก็คือในเรื่องของการค้าการขาย ซึ่งถ้าเราดูนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้ง ส่วนใหญ่จะบอกว่าจะให้อะไร และส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของรายจ่าย แต่สำหรับตนมาในเรื่องของการหารายได้ว่าจะเข้ามาอย่างไร เพื่อให้เราสามารถจ่ายได้ในสิ่งที่ควรจะเป็น
เมื่อถามว่า มองนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองอื่นอย่างไร เช่น โครงการเศรษฐี เงินล้าน นางศุภจี กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะตนมุ่งเน้นไปที่นโยบายของพรรคภูมิใจไทย แต่หากพรรคอื่นมีนโยบายแบบนี้ เขาก็มีหน้าที่ ที่จะต้องอธิบายว่านโยบายนั้น จะเอาเงินมาอย่างไร เกิดประโยชน์กับประเทศในภาพรวมอย่างไร และจะสร้างความยั่งยืนอย่างไร ฉะนั้นถ้าพรรคเหล่านั้นสามารถตอบได้ และประชาชนชอบใจ ก็ถือเป็นสิทธิ์ของประชาชน พร้อมย้ำว่าส่วนตัวถ้าถามถึงนโยบายพรรคภูมิใจไทยตนเองตอบได้
เมื่อถามต่อว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทยใช้งบประมาณเยอะหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า เราอยู่ในมุมในสิ่งที่เราพูดไป เพราะพวกเราพูดแล้วทำ ส่วนคนที่ดูแลเรื่องวินัยการเงินการคลังอย่างเข้มงวดก็คือนายเอกนิติ เพราะอย่างที่บอกตนไม่ได้แบก ไม่ใช่ตนที่แบก แต่ทุกคนช่วยกันทำ ซึ่งนายเอกนิติบอกว่าสิ่งที่เราพูดออกไป นโยบายของเราทำได้จริง ขณะเดียวกันตนก็เคยพูดในหลายเวทีแล้ว ว่าประเทศไทยเราไม่ได้มีเงินเยอะ มีรายได้ 3 ล้านล้านบาท แต่มีรายจ่าย 4 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้สาธารณะเกือบติดเพดานร้อยละ 70 ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ ร้อยละ 66 ดังนั้นเราทำอะไรไม่ได้มาก ด้วยเหตุนี้การใช้งบประมาณอะไรจึงต้องแม่นยำ ตรงจุด และได้ประโยชน์สูงสุดในระยะยาว
“ นโยบายของพรรคภูมิใจไทยจึงไม่ได้ให้แค่ปลา แต่เราตั้งใจจะให้เบ็ดตกปลา ให้พวกเขาสามารถสร้างรายได้ของเขาได้ด้วย ซึ่งถือเป็นการให้ประโยชน์กับประชาชนอย่างยั่งยืน“นางศุภจี กล่าว.



