นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบนับ 10 ปี หากไม่นับช่วงโควิด-19 เนื่องจากไทยเจอปัญหารุมเร้ารอบด้าน ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนโยบายภาษีของสหรัฐฯ การจัดระเบียบโลก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย และเศรษฐกิจไทย

“สิ่งที่อยากชวนคิด คือ เราอยู่ท่ามกลางปัญหาจริงๆ อยากชวนให้ลงมือทำ ประเทศไทยจะไปต่อได้จะต้องร่วมมือทำ ลงมือทำ เราอย่าเป็นคนวิจารณ์ อย่าเป็นคนวิเคราะห์อย่างเดียว คนที่กำลังสามารถทำได้ต้องทำ”

ทั้งนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย เป็นปัญหาเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่เรื่องหนี้ครัวเรือน ที่สูงถึง 87% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ  , สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง โดยสินเชื่อเอสเอ็มอีที่หดตัวต่อเนื่อง 13 ไตรมาส และหากนับรวมไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 สินเชื่อเอสเอ็มอีจะหดตัวต่อเนื่อง 14 ไตรมาส , ผลิตภาพต่ำ เนื่องจากการขาดการลงทุนเป็นระยะเวลานาน และเรื่องทุนเทา-เงินเทา

นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำ ทั้งการเงิน รายได้ โอกาส และ คุณภาพการศึกษาที่ยังไม่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาด หรือ เศรษฐกิจในปัจจุบัน , ขาดนวัตกรรม , เศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ , สังคมสูงวัย , เสถียรภาพการเมือง ที่เปลี่ยนทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , ปัญหาคอร์รัปชั่น และธรรมาภิบาล ,ระบบกฎหมายล้าหลัง และภัยการเงิน ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องทำ

นายวิทัย ยอมรับว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง กระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ 1.5-1.6% ขณะที่ปีที่ผ่านมาคาดว่าจะเติบโต 2.1-2.2% แต่อย่างไรก็ตาม หากการส่งออกปีนี้ขยายตัวดี อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ถึง 1.6-1.7% โดยจะต้องติดตามครึ่งปีหลัง โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ ที่ระดับ 2.2-2.3% ได้ในปี 2570 และมีโอกาสใกล้ศักยภาพได้ที่ 2.7%

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ในระยะสั้น จำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะดันทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าไปใกล้ศักยภาพมากที่สุด และต้องพยายามให้ศักยภาพโตเกินกว่า 2.7% ด้วย นั่นก็คือ การลงทุน โดยที่ผ่านมา การลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งต้องช่วยกันทำให้เกิดการลงทุน ถ้าวิเคราะห์อย่างเดียว ก็จะอยู่แบบนี้ ต้องหาคนทำ ลงมือทำ ประเทศไทยจะดีขึ้น ค่อยๆ บรรเทาไป มันจะค่อยๆ แก้ไขปัญหาไป

สำหรับแนวทางของ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมา ออกมาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 เรื่อง คือ

1.แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยผ่านกลไกของ SAM

2.SMEs Credit Gurantee ซึ่งได้ลงนามสัญญาไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะเริ่มโครงการได้ในต้นเดือน ก.พ. โดยจะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหา สินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบ 14 ไตรมาส

3.การกำกับธุรกรรมทองคำ

4.มาตรการเงินเทา

ผู้ว่าแบงก์ชาติ ระบุว่า หนี้ครัวเรือน 2 ใน 3 เป็นการกู้เพื่อบริโภค ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลต่อเศรษฐกิจ โดยธปท.จะเข้าไปดูเรื่องพวกนี้มากขึ้น

ขณะที่ระบบการเงินมีความแข็งแรง ธนาคารพาณิชย์มีกำไรเกือบ 5 หมื่นล้านบาทที่เป็นธนาคารขนาดใหญ่ มองว่าวิ่งสวนทางเศรษฐกิจในภาพรวม หรือธุรกิจในภาพรวม หรือประชาชนทั่วไป โดยปกติควรจะกำไรไปด้วยกัน ต้องมาพิจารณาว่าจะขอให้ธนาคารช่วยกันได้อย่างไร

“ธนาคารเองต้องลงมือทำ และเชิญชวนให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น ช่วยกันลดดอกเบี้ยบ้าง การจัดสรรทรัพยากรจะดีขึ้น จะเป็นเรื่องที่ธปท.จะทำต่อไปในอนาคต”