นับถอยหลังโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง เหลืออีกเพียง 1 สัปดาห์ ใกล้จะเลือกตั้งใหญ่วันอาทิตย์ 8 ก.พ.2569 ทุกพรรคการเมืองยังคงขับเคี่ยวสู้กันไม่มีใครยอมใครง่ายๆ “ตรีศูล” คอลัมนิสต์ หน้า5 เดลินิวส์ ได้มีมุมมองออกมาวิเคราะห์ “การเลือกตั้ง 69” จากตอนแรกในประเด็นคาดการณ์และคาดหวัง มองกลยุทธ์เพื่อให้ได้คะแนนเสียง ส่วนตอนที่ 2 จะเป็นเรื่อง “ดีลจัดตั้งรัฐบาล” เชื่อว่าการพูดคุยทาบทามระหว่างพรรคการเมืองในช่วงเตรียมเลือกตั้งเป็นสถานการณ์ปกติ ที่ผ่านมา รัฐบาลหลังเลือกตั้งมักเป็น “รัฐบาลผสม”หลายพรรค พรรคใหญ่จะเป็นแกนนำแล้วก็พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก เสริมทัพ พูดคุยแบบหลวมๆไม่เป็นข้อตกลงหรือเป็นสัญญาใดๆไม่เป็นทั้ง MOU และ MOA เนื่องจากคาดผลเลือกตั้งได้ยากจะออกมาแบบไหน ไม่มีใครอยากผูกมัดตัวเองล่วงหน้า พรรคค่อนข้างเปิดน่าจะ “ภูมิใจไทย” ไปได้หมดทั้งในฐานะแกนนำหากชนะเลือกตั้งหรือแกนรองๆ หากไม่ชนะ

‘ตรีศูล’ มองกลยุทธ์ช่วงชิงคะแนนเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 หวัง ‘เจ้าของเสียง’ ตัดสินใจชี้ขาด

ดูจากบาดแผลปี 66 ประชาชนกับเพื่อไทย คงไปคนละทาง แต่หลังรู้ผลใครได้ที่นั่งในสภากี่มากน้อย อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ รวมทั้ง ดีลลับ-ดีลประหลาด คาดการณ์ว่า ขั้วอนุรักษ์จะผูกพรรคในแนวทางเดียวกัน โอกาสพรรคสายเสรีนิยม ได้กุมอำนาจรัฐ คือต้องเข้าป้ายเป็นที่หนึ่งแบบห่างๆ คาดหวังว่าจะไม่มีดีลลับๆล่อๆดูหมิ่นดูแคลนการตัดสินใจของประชาชน เลือกอย่างได้มาอีกอย่าง

คำตอบสุดท้ายในคูหา มีคำถามยังหาคำตอบชัดเจนแม่นยำลำบาก ผู้ใช้สิทธิเข้าคูหากาบัตรเลือกเบอร์ใดเบอร์หนึ่งด้วยเหตุผลและความเชื่อแบบไหน เพราะชอบนโยบาย ชื่นชมต่ออุดมการณ์ หรือเลือกเพราะเชื่อมั่นศรัทธาในบุคคล เชื่อว่าส่วนหนึ่งผสมผสานหลายๆอย่างแล้วลงตัวตามที่ถูกใจ ปัจจัยผลักดันสำคัญประการหนึ่งได้แก่ทุนของพรรคของผู้สมัคร การซื้อเสียงยังมีอยู่เสมอต้นเสมอปลายในทุกเลือกตั้ง โดยเฉพาะบางพื้นที่นอกเขตเมืองในกทม.และในต่างจังหวัด หัวคะแนนเดินสายนำเงินมาให้ถึงบ้านเป็นประเพณีปฏิบัติ คนรับรู้เป็นเงินของใคร ไม่ใช่รายเดียวทำแบบนี้ พรรคคู่ต่อสู้ก็ไม่มีใครยอมใคร จึงอยู่ที่เจ้าของสิทธิจะกาเบอร์ไหนเบอร์เดียวแม้รับมาหลายทาง ที่พูดกันให้มาก็รับไว้เลือกใครเป็นสิทธิของเรา เพียงผู้เดียว

คาดการณ์ได้เลือกตั้ง 69 การซื้อเสียงไม่ลดน้อยถอยลง เห็นอยู่มีบางพรรคระดมหาทุนเลือกตั้งอย่างหนัก คาดหวังว่าประชาชนมีทางเลือกของตัวเอง อิสระในการตัดสินใจ

การเมืองไทยมาถึงจุดเปลี่ยน เราพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองเสมอมาโดยยังไม่เข้าใกล้จุดนั้น ตราบที่สภาอยู่ในมือคนเดิม คณะเดิม คิดเดิม ทำเดิม ผู้มีพลังอำนาจบันดาลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้คือประชาชนคนไทยผู้กาบัตรเท่านั้น ข้อเท็จจริงอย่างที่สุดเราเลือกผู้แทนแบบไหนก็ได้รัฐบาลแบบนั้น ได้บ้านเมืองแบบนั้น จุดแรกเริ่มในการเปลี่ยนแปลงการเมืองเชิงก้าวหน้า ขึ้นกับการตัดสินใจของชาวไทยในวันเลือกตั้ง เลือกของเก่าแล้วเชื่อว่าจะได้ของใหม่-เป็นไปไม่ได้เลย

ณ เวลานี้ ยังไม่ชัดแต่ละพรรคการเมืองปรับตัวสู้ศึกเลือกตั้งอย่างไร ไม่ชัดเช่นกันว่าประชาชนตื่นตัวมากเพียงไร อาจเพราะระฆังส่งสัญญาณเลือกตั้งยังไม่ดัง คาดการณ์ว่าหลายปัญหาความน่าเชื่อถือของประเทศในช่วงที่ผ่านมา ทั้งด้านเศรษฐกิจและ การเมืองระดับนานาชาติจะสร้างแรงกระตุ้นให้ออกมาใช้สิทธิมากขึ้น หวังผลลัพธ์ดีขึ้น สูงกว่าปี 62 ปี 66 และคาดหวังว่าผลการเลือกตั้งที่มียอดการใช้สิทธิสูงจะให้โอกาสผู้เข้ามาใหม่ก่อเกิดแรงผลักดันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ เพื่อชีวิตคนไทยมีคุณภาพแท้จริง ไม่เลือกด้วยความเคยชิน กาเบอร์ไหนให้นึกถึงภาพที่จะเกิดตามมา-ดีหรือร้ายปฏิเสธไม่ได้ว่าเราทุกคนมีส่วนรับผิดชอบโดยตรง.