จากมาตรการ ล่าสุด ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่กำหนดเพดานการซื้อขายทองคำออนไลน์ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวัน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.69 นี้ เพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาท สกัดทุนเทาและนอกระบบ และบังคับรายงานการซื้อขายที่เกิน 20 ล้านบาทต่อรายการ และการถอนทองคำ เพื่อสร้างฐานข้อมูล

ในเรื่องนี้ผู้ค้าทองมีความเห็นกันอย่างไร

นายกฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก จำกัด เชื่อว่าไม่สามารถลดความผันผวนค่าเงินบาทและเรื่องทุนเทาได้ และยังส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการต้องเผชิญกับภาระหนักในการปรับปรุงระบบแอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของ ธปท. ซึ่งถือเป็นงานที่ยากลำบากสำหรับผู้เขียนโปรแกรม เนื่องจากต้องปรับเปลี่ยนระบบจากเดิมที่ไม่มีการจำกัดวงเงินซื้อขายทองคำ ให้มีการจำกัดทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายอย่างละ 50 ล้านบาท

มาตรการนี้จึงส่งผลกระทบนักลงทุนรายใหญ่ ที่มีประมาณ 200 ราย ซึ่งมีปริมาณการเทรดสูงเป็นหลัก แต่ได้มีการยกเว้นกลุ่มที่เป็นผู้ประกอบการร้านทองตัวจริง

แม้ในอดีตการซื้อขายทองคำจะมีลักษณะคล้ายหลักทรัพย์ที่ส่งมอบได้จริงและไม่มีการจำกัดวงเงิน แต่มาตรการใหม่นี้ถูกมองว่าอาจไม่สามารถสกัดกั้นประเด็นเรื่องค่าเงินหรือธุรกิจสีเทาได้จริงตามเป้าหมายของรัฐบาล  นอกจากนี้ยังสร้างภาระในการจัดทำรายงานที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสสำหรับภาคเอกชน

“ตลาดการลงทุนทองคำในไทยเติบโตเป็นอันดับ 1-2 ของโลก แต่การควบคุมที่ ธปท.เข้มงวดนี้ ก็เปรียบเสมือนเป็นการเอาลูกกรงมาครอบในช่วงที่ตลาดกำลังเจริญเติบโต”

รศ. ดร. วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ อาจารย์ประจำสาขาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ความเห็นว่า มาตรการกำหนดเพดานซื้อ–ขายทองคำออนไลน์ จะช่วยลดผลกระทบค่าเงินบาทแข็งได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในมิติลดความผันผวนรายวัน หรืออาการเหวี่ยงแรงเป็นช่วงๆ มากกว่าการทำให้เงินบาทอ่อนลงอย่างถาวรในทันที 

นั่นเพราะการซื้อขายทองคำออนไลน์วงเงินสูงไม่ได้เป็นธุรกรรมทองคำอย่างเดียว แต่มีธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราไปมาระหว่างบาทกับดอลลาร์พ่วงอยู่เสมอ เมื่อมีคำสั่งซื้อขนาดใหญ่มากเกิดขึ้นพร้อมกันจะเกิดการแลกเงินแบบกระจุกตัวในช่วงเวลาสั้นๆ จนทำให้ค่าเงินบาทขยับแรงกว่าที่ปัจจัยพื้นฐาน เช่น การส่งออก การท่องเที่ยว หรือเงินลงทุนจริง จะอธิบายได้ในวันนั้น

ในเชิงเศรษฐศาสตร์สามารถมองแรงดังกล่าวเป็นแรงเงินแฝง หรือกระแสธุรกรรมการเงินระยะสั้นที่ยังไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทันที ดังนั้นเพดานจึงทำหน้าที่คล้ายตัดยอดคลื่นไม่ให้เกิดดีลขนาดใหญ่มากในเวลาเดียวกัน ช่วยลดแรงกระแทกต่อค่าเงินได้จริง แต่ไม่ใช่เครื่องมือเปลี่ยนทิศค่าเงินบาท เพราะทิศทางใหญ่ยังขึ้นกับดอกเบี้ยโลก เงินทุนไหลเข้า–ออก และดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นหลัก

โดยวงเงินที่มีการกำหนดในระดับ 20–100 ล้านบาทต่อวัน หากออกแบบให้มุ่งที่กลุ่มวงเงินสูงจะช่วยคุมความผันผวนโดยไม่กระทบผู้ลงทุนรายย่อย แต่ในอีกด้านหากใช้ตัวเลขเดียวแบบตายตัวต่อเนื่องยาวนานอาจไม่เหมาะกับทุกสภาวะ เพราะบางช่วงตลาดสงบ วงเงินดังกล่าวอาจไม่ใหญ่ 

แต่บางช่วงตลาดตึงตัววงเงินเท่าเดิมอาจใหญ่พอให้เหวี่ยงได้ ดังนั้น ทางเลือกที่เหมาะสมกว่าคือการออกแบบเพดานแบบยืดหยุ่น เช่น หากค่าเงินบาทผันผวนแรง หรือปริมาณธุรกรรมทองสูงผิดปกติให้ลดเพดานลงชั่วคราว และเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติจึงผ่อนคลายเพดานขึ้น เพื่อคุมแรงกระแทกได้แม่นยำกว่าการใช้ตัวเลขเดียวตลอดทุกสถานการณ์