เมื่อวันที่ 30 ม.ค. สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.4 ได้รับการสั่งการจาก พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ให้สืบสวนการกระทำผิดเกี่ยวกับแก๊งสแกมเมอร์ กระทั่งพบข้อมูลว่าได้มีชาวจีนกลุ่มหนึ่งแอบลักลอบตั้งฐานดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงประชาชน ประเภทแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการทำฟาร์มระบบสื่อสาร เพื่อเจาะระบบรหัส OTP ใช้หลอกลวงทางออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ ในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลเข้าตรวจค้นเป้าหมายดังกล่าว กระทั่งช่วงเย็นของวันที่ 29 ม.ค. 69 พ.ต.อ.ศุภกร ธัญญกรรม รอง ผบก.สอท.4 ได้นำกำลังตำรวจไซเบอร์สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน และ กก.สส.บก.ตม.3 พร้อมหมายค้นศาลจังหวัดพัทยา ที่ 29/2569 ร่วมกันเข้าตรวจค้นห้องพัก ชั้น 6 ของคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ 12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

จากการเข้าตรวจค้น พบบุคคลสัญชาติจีนจำนวน 2 ราย คือ Mr. Liu Meng อายุ 39 ปี และ Mr. Shao Zhong อายุ 49 ปี พร้อมทั้งสามารถตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก วางกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณห้อง ซึ่งมีข้อความแชตภาษาจีนแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ดังเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง

เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นสอบถามรหัสผ่านจากชาวจีนทั้ง 2 ราย ยังบ่ายเบี่ยง โดยอ้างว่าโทรศัพท์ทั้งหมดไม่ใช่ของพวกตน จึงไม่ทราบรหัสผ่าน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเตรียมนำไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือพิเศษของตำรวจไซเบอร์ เพื่อพิสูจน์พยานหลักฐานทางดิจิทัลต่อไป

ส่วนจากการซักถามเบื้องต้น ชาวจีนทั้ง 2 ราย ยังให้การภาคเสธว่า อุปกรณ์ที่ตรวจพบใช้สำหรับหลอกลวงคนจีนด้วยกันในรูปแบบหลอกลงทุนสินค้า และ Romance Scam ส่วนเงินที่หลอกลวงได้จะเข้าบัญชีบอสโดยตรง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากมีพยานหลักฐานและคำให้การหลายประเด็นยังไม่สมเหตุสมผล

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อหาตามกฎหมาย พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ โดยแจ้งข้อกล่าวหา Mr. Liu Meng ในข้อหา เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (เนื่องจากอยู่เกินจำนวน 260 วัน) และ Mr. Shao Zhong ในข้อหา เป็นบุคคลต่างด้าวไม่แจ้งย้ายที่พักอาศัยฯ ตามมาตรา 37 ก่อนควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

พร้อมทั้งได้ตรวจยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำไปตรวจสอบ ดังนี้

  1. โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อต่าง ๆ จำนวน 26 เครื่อง
  2. คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ยี่ห้อหัวเว่ย จำนวน 2 เครื่อง
  3. เราท์เตอร์ปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ต จำนวน 1 เครื่อง
  4. สมุดจดบันทึก จำนวน 4 เล่ม
  5. เงินสด จำนวน 103,400 บาท

โดยขณะนี้ตำรวจไซเบอร์อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ และตรวจสอบความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้ก่อเหตุรายอื่น ๆ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้ได้ทั้งขบวนการ พร้อมทั้งอยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อติดตามตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดต่อไป