“เดลินิวส์” ขอนำเสนอบทความของ “อ.นพ.ธิติพล วนิชชานนท์” ศัลยกรรมกระดูกและข้อ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เกี่ยวกับหนึ่งในลักษณะความผิดปกติของร่างกายที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก อย่างอาการ “ขาโก่ง” ซึ่งหากรู้เท่าทันตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถป้องกันและแก้ไขได้ โดย “ขาโก่ง” (Bow Legs) คือ ภาวะที่กระดูกขามีลักษณะโค้งออกด้านนอก ทำให้เมื่อยืนให้เท้าชิดกันแล้ว หัวเข่าทั้ง 2 ข้างไม่สามารถแตะกันได้ รูปทรงของขาจะคล้ายตัวอักษร “O” ภาวะนี้พบได้ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ แต่สาเหตุและความเสี่ยงอาจแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย
ขาโก่งในเด็กเล็ก
ทารกและเด็กวัยหัดเดินมักมีขาโก่งอยู่บ้างเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากกระดูกและกล้ามเนื้อยังพัฒนาไม่เต็มที่ รวมถึงท่าทางการเดินที่ยังไม่นิ่ง เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น ขาจะค่อย ๆ ปรับตรงขึ้นเองประมาณอายุ 2–3 ปี หากเลยวัยนี้แล้วยังมีความโก่งให้เห็นชัดเจน หรือมีความผิดปกติเพิ่มขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติ เช่น โรคกระดูกอ่อน (Rickets) หรือโครงสร้างกระดูกที่ผิดไปจากปกติ
ขาโก่งในผู้ใหญ่
ในผู้ใหญ่ ภาวะขาโก่งมักทำให้เกิดผลกระทบมากกว่าเด็ก เนื่องจากแนวกระดูกที่ไม่สมดุลอาจทำให้เกิดแรงกดที่ข้อเข่าด้านในมากผิดปกติ ส่งผลให้มีอาการปวดเข่า ปวดน่อง หรือเมื่อยล้าขณะเดินหรือยืนนาน ๆ คนที่มีความโก่งมากอาจเดินผิดรูป เดินขาถ่าง หรือเสียสมดุลง่ายขึ้น และยังเสี่ยงต่อการเกิดข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าคนทั่วไป

“ขาโก่ง” เกิดจากอะไร
ภาวะขาโก่ง สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยแตกต่างกันไปตามช่วงวัยและพฤติกรรมของแต่ละคน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น ขาโก่งตามธรรมชาติ และขาโก่งจากมีพยาธิสภาพ
@ สาเหตุขาโก่งในเด็ก
ในเด็กเล็ก ภาวะขาโก่งมักเกิดจาก กระดูกที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ โดยเฉพาะช่วงอายุ 1–2 ปี ซึ่งเป็นวัยหัดเดิน เด็กจะเริ่มใช้ขารับน้ำหนักมากขึ้น ทำให้กระดูกที่ยังอ่อนอยู่เกิดการโค้งได้ง่าย ภาวะนี้ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ หายไปเองเมื่อโตขึ้น แต่หากขาโก่งมากขึ้นหรือไม่ดีขึ้นหลังอายุ 3 ปี อาจเป็นสัญญาณของภาวะผิดปกติ เช่น
-โรคทางพันธุกรรม
-ขาดวิตามินดี
-โรค Rickets
-แผ่นการเจริญเติบโตทำงานผิดปกติ
-กระดูกขาไม่ครบ
สาเหตุขาโก่งในผู้ใหญ่
ในผู้ใหญ่ ภาวะขาโก่งมักเกี่ยวข้องกับ โครงสร้างกระดูกและข้อเข่า เช่น
-ข้อเข่าเสื่อม ทำให้แนวกระดูกขาผิดไปจากเดิม
-เส้นเอ็นบาดเจ็บเรื้อรังหรือกระดูกหักผิดรูปในอดีต ทำให้แนวรับน้ำหนักผิดปกติและขาโก่งตามมา
-โรคแพ้ภูมิหรือไขข้ออักเสบ ทำให้มีการอักเสบ ผิวข้อถูกทำลาย ทำให้เข่าเสื่อมและขาโก่งตามมา
ไม่ว่าขาโก่งจะเกิดจากสาเหตุใด หากเริ่มมีอาการปวด เดินผิดรูป หรือขาไม่เท่ากัน ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะการรักษาแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้แนวกระดูกกลับมาใกล้เคียงปกติได้ง่ายกว่าการปล่อยทิ้งไว้นาน
การแก้ไขและป้องกัน
ในเด็ก ต้องแก้ตามสาเหตุ ส่วนใหญ่สามารถสังเกตอาการได้ แนะนำปรึกษาหมอกระดูกและข้อด้านเด็ก อาจต้องมีการใส่เฝือกหรือดามเข่าเพื่อป้องกันไม่ให้โก่งมากขึ้น หรือดัดให้ตรงมากขึ้น ผ่าตัดกรณีจำเป็น

ในผู้ใหญ่ ปรับพฤติกรรม ออกกำลังกาย เน้นการฝึกกล้ามเนื้อต้นขา ใช้อุปกรณ์พยุง เช่น สนับเข่า ไม่แนะนำให้ใส่ต่อเนื่อง อาจใช้ช่วยเวลายืนหรือเดินต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะรักษาโดยการผ่าตัดกรณีมีอาการรบกวนการทำกิจกรรมหรือใช้ชีวิตประจำวัน และมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น ข้อเข่าเสื่อม หมอนรองกระดูกฉีกขาด ข้อเข่าไม่มั่นคง หรือเส้นเอ็นหลวม
“ขาโก่ง” ในเด็กและผู้ใหญ่แตกต่างกันหรือไม่
แตกต่างกันในด้านสาเหตุและแนวทางรักษา
ในเด็ก : ส่วนใหญ่เกิดจากพัฒนาการของกระดูก ยังไม่ถือว่าผิดปกติ เว้นแต่จะไม่ดีขึ้นหลังอายุ 3 ปี
ในผู้ใหญ่ : มักเกิดจากการเสื่อมของข้อเข่า บาดเจ็บเส้นเอ็นเรื้อรังหรือกระดูกหักติดผิดรูปในอดีต ทำให้แนวรับน้ำหนักผิดปกติและขาโก่งตามมา โรคแพ้ภูมิหรือไขข้ออักเสบทำให้มีการอักเสบผิวข้อถูกทำลาย เข่าเสื่อมและโก่งตามมาได้
“ขาโก่ง” มีผลต่อการใช้ชีวิตอย่างไร
ผลกระทบทางร่างกาย เมื่อขาโก่ง แนวกระดูกขาจะเบี่ยงออก ทำให้ แรงกดทับกระจุกตัวบริเวณด้านในของข้อเข่า มากกว่าปกติ ส่งผลให้กระดูกอ่อนบริเวณนั้นสึกหรอเร็วกว่าปกติ และอาจนำไปสู่ โรคข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย ได้ในอนาคต นอกจากนี้ ผู้ที่ขาโก่งมักมีแนวกระดูกสันหลังและเชิงกรานที่ทำงานไม่สมดุล ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดเอว หรือเดินแล้วเมื่อยข้างเดียวบ่อย ๆ รวมถึงบางรายอาจเกิดอาการเท้าแบนจากการรับน้ำหนักไม่เท่ากัน
ผลกระทบทางจิตใจและการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยรุ่นหรือวัยทำงาน ภาวะขาโก่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจในรูปร่าง เพราะขาดูไม่ตรงหรือไม่สมส่วน ทำให้ไม่กล้าใส่กางเกงขาสั้นหรือกระโปรง นอกจากนี้ ผู้ที่ขาโก่งรุนแรงอาจเดินผิดรูป เดินสะดุด หกล้มง่าย หรือรู้สึกไม่คล่องตัวในการออกกำลังกาย ทำให้กิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น เดิน วิ่ง หรือขึ้นลงบันได กลายเป็นเรื่องยากขึ้น
ผลระยะยาว หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา ภาวะขาโก่งอาจนำไปสู่การเสื่อมของข้อเข่าเรื้อรัง ปวดข้อบ่อย หรือแม้แต่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในอนาคต ดังนั้น การตรวจและดูแลตั้งแต่ช่วงวัยเด็กหรือช่วงที่เริ่มมีอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
“ขาโก่ง” เป็นภาวะที่หากตรวจพบและดูแลตั้งแต่ต้นสามารถแก้ไขได้ ไม่เพียงช่วยให้รูปร่างดูสมส่วน แต่ยังลดความเสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อมในอนาคต การสังเกตและดูแลพฤติกรรมตั้งแต่วัยเด็กคือกุญแจสำคัญของการป้องกัน.



