ไม่กี่วันก็จะถึงวันเลือกตั้งแล้ว หน้าตาผู้สมัครก็คล้าย ๆ เดิม นโยบายเรือธงของแต่ละพรรคก็เหมือนเดิม เน้นแจกเงินประชานิยม ไม่มีพรรคใดชูนโยบายหลักเรื่องความยั่งยืน เหมือนคนไทยยังคงอยู่ใน ระเบียบโลกเก่า ขณะที่ผู้นำโลกต่างบอกว่า ยุคนั้นจบลงแล้ว

ถ้าเราติดตามผู้นำประเทศต่าง ๆ เล่าเรื่องทิศทางอนาคตที่ World Economic Forum พวกเขาลืมโลกใบเก่าไปแล้ว กำลังเร่งปรับตัวสู่ ระเบียบโลกใหม่ โลกที่ผันผวนแปรปรวน ไม่มีกฎกติกาที่เป็นธรรม ใครใหญ่ใครอยู่ ใครเร็วได้เปรียบ ผู้แข็งแกร่งกว่าจะอยู่รอด และยึดครองผู้อ่อนแอ ส่วนประเทศใดอ่อนแอจะไม่มีที่ยืนในเวทีโลกใหม่

ถ้าโค้งสุดท้ายนักการเมืองพรรคใดมีวิสัยทัศน์ไกล เน้นความยั่งยืน และจุดยืนไทยในระเบียบโลกใหม่ น่าจะเป็นแรงส่งคะแนนในโค้งสุดท้าย

หวังว่าผู้ชนะการเลือกตั้ง จะอ่านคอลัมน์นี้ และลองนำไปประยุกต์ใช้ในนโยบายที่จะพาประเทศไทยสู่ ระเบียบโลกใหม่

1.วางตำแหน่งประเทศไทยให้ได้เปรียบในภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และถ้าดูให้ดียังเป็นหนึ่งในตำแหน่งสำคัญเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์โลก ซึ่งเรายังไม่ได้ใช้ความได้เปรียบนี้ ในการวางแผนการพัฒนาประเทศ สร้างเศรษฐกิจใหม่สู่ความยั่งยืน

2. ปรับยุทธศาสตร์การค้า โดยใช้จุดแข็งของสินค้า และบริการใน Supply Chain โลก ถึงเวลาที่เราจะต้องบูรณาการกระทรวงต่าง ๆ ที่ทำงานในแต่ละช่วงของห่วงโซ่การค้า ตั้งแต่การผลิตโดยกระทรวงเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรม การค้าโดยกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง รวมถึงการใช้กระทรวงการต่างประเทศมาช่วยเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย สู่คู่ค้าใหม่ ในประเทศใหม่ ที่กำลังมองหาพันธมิตรใหม่

3. กำหนดจุดแข็งของประเทศใหม่ด้วยอุตสาหกรรมที่เราได้เปรียบ เช่น อาหารและเกษตรมูลค่าสูง ท่องเที่ยวยั่งยืน สุขภาพและเทคโนโลยีการแพทย์ เป็นฐานสตาร์ตอัปแบบ Super Clean รวมถึงเป็นประเทศที่อยู่อาศัยแล้วมีความสุข ไม่แพง ไม่โกง เป็นประเทศที่อยู่ในใจของผู้คนทั่วโลก

4. ประกาศตัวเป็นฐานอุตสาหกรรมโลกใหม่ อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมนวัตกรรม AI เราต้องเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด แหล่งน้ำที่สมบูรณ์ อากาศที่มีคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมใหม่ต้องสะอาดได้มาตรฐานโลกใหม่ รวมถึงต้องเร่งพัฒนาวิทยาการด้าน AI ตั้งแต่เทคโนโลยี กำลังคนในสายงาน และพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์

5. เร่งสร้างคน ที่มีทักษะอนาคต ปูพื้นฐานการศึกษาให้เด็กรุ่นใหม่ และ Reskill / Upskill แรงงานในระบบ กระทรวงศึกษาฯ กระทรวง อว. จะปล่อยให้เหล่าข้าราชการความคิดโลกเก่า และนักการเมืองโบราณมาบริหารแบบเดิมไม่ได้แล้ว ต้องนำเทคโนแคร็ต และนักธุรกิจหัวก้าวหน้าเข้ามาร่วมทีมบริหาร หรือเป็นเจ้ากระทรวง

6. รื้อระบบยุติธรรมที่ขาดประสิทธิภาพ เอาจริงกับการทุจริตประพฤติมิชอบ สร้างวัฒนธรรมที่เอาจริงกับธรรมาภิบาล เรื่องนี้พูดง่ายแต่ทำยาก แต่หลายประเทศทำสำเร็จมาแล้ว และทุกประเทศที่ทำสำเร็จ ผู้นำประเทศรับผิดชอบเรื่องนี้เอง ต้องกล้าหาญ และมุ่งมั่นในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้

7. ส่งเสริม Sandbox นวัตกรรม เพื่อเศรษฐกิจแห่งอนาคต เศรษฐกิจอวกาศ เศรษฐกิจควันตัม เราคงจะต้องรวมภารกิจหลายกระทรวงด้านวิทยาศาสตร์ ดิจิทัล AI เพื่อพัฒนานวัตกรรมจากหิ้งสู่ห้าง เลือกสนับสนุนงานวิจัยที่มีโอกาสทางการตลาด สามารถเพิ่มความสามารถการแข่งขันของชาติ เรื่องนี้ต้องนำนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม มานำขบวน อย่าให้นักวิชาการหรือนักการเมืองทำ

8. เปลี่ยนเมืองที่เปราะบางให้เป็นเมืองสะเทินน้ำ สะเทินบก เรารู้แล้วว่าในยุคโลกเดือด ธรรมชาติเอาคืนทำลายล้างมวลมนุษยชาติ เรามีเมืองใหญ่ เมืองสำคัญที่เปราะบางจากน้ำทะเลสูง พายุฝนตกหนัก น้ำท่วม ดินถล่ม และฝุ่นควัน เราต้องรีบนำสถาปนิก นักผังเมือง นักความยั่งยืน มาร่วมกันออกแบบเมืองใหม่ และรีบหางบประมาณมาทำทันที ก่อนจะสายเกินแก้

9. เปลี่ยนระบบราชการที่เคยเป็นอุปสรรค ให้เป็นทีมหลังบ้านที่สนับสนุนการเติบโต ในยามเศรษฐกิจตกต่ำหลายประเทศเร่งลดขนาดหน่วยงานราชการ ควบรวมให้เล็กและคล่องตัว เก็บงานที่สำคัญและทำได้ดีไว้เช่นงานธุรการ ส่วนงานที่ไม่ถนัดไม่เคยทำได้ดีเลยเช่นงานบริการ ก็ Outsource ให้เอกชนหรือ SE ไปทำ

10. รีบทำวิสัยทัศน์ 2050 และจัดตั้งศูนย์ขับเคลื่อนอนาคตไทย ผนวกการมองภาพอนาคต Foresight ที่รวบรวมนักอนาคตวิทยาที่รู้การเปลี่ยนแปลงของโลก มีจินตนาการเหนือระดับ และการพยากรณ์อนาคต Forecast ที่รวบรวมฐานข้อมูลต่าง ๆ มาพยากรณ์ เป็นองค์กรที่สำคัญโดยใช้ SDG เป็นหนึ่งในเป้าหมาย

ถ้าหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะมาจากพรรคใดช่วยกันทำ 10 ข้อนี้ได้ แม้จะไม่ได้สัญญาไว้ในการหาเสียง ก็ถือว่าประเทศไทยได้ผู้นำที่พาเราเข้าสู่ ระเบียบโลกใหม่ แล้ว.