ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เรื่อง มาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PMr) ภาคการเกษตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 31 มีนาคม 2569
สาระสำคัญหากมีการเผาในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเผาเอง หรือปล่อยให้คนอื่นเผาในที่ดินตนเอง จะถูกตัดสิทธิในการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนและพัฒนาของกระทรวงเกษตรฯ ทุกโครงการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ถึง 31 มีนาคม 2571ยังคงได้รับความช่วยเหลือในกรณีเกิด “ภัยพิบัติ” (เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง) ตามปกติ โดยรัฐจะใช้ข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อดู “ร่องรอยการเผาไหม้” ((Burn Scar)
จากนั้นจะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบกับชุมชน/หมู่บ้าน เพื่อยืนยันตัวตนเกษตรกรที่เผาจริงๆข้อมูลจะถูกส่งเข้าระบบกลางเพื่อใช้ “คัดกรองชื่อ” ออกจากโครงการช่วยเหลือต่าง ๆ
ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินมาตรการตามประกาศนี้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนองค์ความรู้ รวมถึงการผลิตและนำเข้าสินค้าเกษตรปลอดการเผา เทคโนโลยี เครื่องจักรกลทางการเกษตร ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มและสร้างแรงจูงใจด้านเศรษฐกิจ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการลด ละ เลิก การเผาในพื้นที่การเกษตร

ข้อมูลจาก เพจ GISTDA ระบุว่า เตรียมใช้ข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อติดตามและจับตาแนวโน้มสถานการณ์พื้นที่เผาไหม้ตลอดปี 2569 โดยอ้างอิงบทเรียนจากปีที่ผ่านมา ย้อนกลับไปในปี 2568 ถือเป็นปีที่นโยบาย “ห้ามเผาในพื้นที่การเกษตร” ถูกผลักดันอย่างจริงจัง และเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม GISTDA วิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียม Landsat-8 และ Landsat-9 พบว่า พื้นที่เผาไหม้รวมของประเทศลดลงมากกว่า 26% โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรที่ลดลงกว่า 3 ล้านไร่ ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่หน่วยงานรัฐ ชุมชน ไปจนถึงเกษตรกร ที่ร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดผลจริงในพื้นที่
ขณะที่ข้อมูลจากเพจฝ่าฝุ่น ได้หยิบยกสถิติการเผาจากเว็บไซต์ tamroypao.hii.or.thเผย 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีการเผาภาคเกษตรมากที่สุดในเดือนมกราคม 2569 พบว่าเพียงแค่เดือนมกราคมเดือนเดียว มีพื้นที่เกษตรกรรมถูกเผาไหม้รวมทั้งสิ้นกว่า 3.8 ล้านไร่ ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าสูงมากจนเกือบเทียบเท่ากับสถิติพื้นที่ไฟป่าในเขตป่าอนุรักษ์ตลอดทั้งปี แนวโน้มดังกล่าวบ่งชี้ว่าแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM 2.5 ของประเทศอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างนัยสำคัญ โดยกิจกรรมการเผาจากภาคเกษตรกำลังขยับขึ้นมาเป็นสาเหตุหลักแทนที่ไฟป่าธรรมชาติอย่างชัดเจนเปิดรายชื่อจังหวัดที่มีสถิติการเผาภาคเกษตรสูงสุด

จากการประมวลผลข้อมูลรายจังหวัดในเดือนมกราคม 2569 พบว่าจังหวัดที่มีพื้นที่การเผาไหม้ภาคเกษตรมากที่สุด 10 อันดับแรก ประกอบด้วย
1. ลพบุรี 83,500 ไร่ ครองอันดับหนึ่ง
2. นครราชสีมา 71,507 ไร่
3. นครสวรรค์ 64,730 ไร่ ใ
4. เชียงราย 55,167 ไร่
5. กำแพงเพชร 41,857 ไร่
6. เพชรบูรณ์ 30,199 ไร่
7. ศรีสะเกษ 28,929 ไร่
8. พิจิตร 24,248 ไร่
9. ร้อยเอ็ด 19,806 ไร่
10. บุรีรัมย์มียอดการเผา 18,126 ไร่
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความหนาแน่นของการเผาที่กระจายตัวอยู่ในหลายภูมิภาคทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือปัจจัยสะสมจากปีที่ฝนดีและความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ตามมาสาเหตุสำคัญที่ทำให้การเผาในปีนี้พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดในแทบทุกจังหวัด
เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับสภาวะอากาศในปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่มีฝนตกชุกและมีปริมาณน้ำเอื้ออำนวย ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรออกมาดีมากเกินคาด แต่ในทางกลับกัน ความอุดมสมบูรณ์นี้ได้ทิ้งเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ทั้งตอซังข้าว ใบอ้อย และซากข้าวโพดไว้ในปริมาณมหาศาลเช่นกัน เมื่อเกษตรกรต้องเร่งเตรียมดินเพื่อเพาะปลูกรอบใหม่ การเผาจึงกลายเป็นวิธีจัดการที่รวดเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม ผลกำไรจากผลผลิตที่ได้มานั้นอาจไม่คุ้มค่ากับต้นทุนด้านสุขภาพที่ต้องจ่ายไป เพราะความเข้มข้นของฝุ่นควันจากการเผาไหม้ในปริมาณมหาศาลเช่นนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับสถิติผู้ป่วยมะเร็งปอดที่อาจพุ่งสูงขึ้นตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตอันใกล้



