เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผบ.ตร. และผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศตคม.ตร.) พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ นางสาวอุเอกิ ยูริโกะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการและผู้อำนวยการสำนักงานจริยธรรมสาธารณะ กองบัญชาการความปลอดภัยชุมชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น พร้อมคณะ ซึ่งเดินทางมาเข้าพบเพื่อหารือความร่วมมือในประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความคืบหน้าคดีเด็กหญิงไทยอายุ 12 ปี ที่ถูกหลอกไปค้าประเวณีในประเทศญี่ปุ่น และกรณีขบวนการพาคนไทยไปค้าประเวณีในประเทศญี่ปุ่น
พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า สำหรับคดีเด็กหญิงอายุ 12 ปี พบว่ามารดาเป็นผู้นำเด็กเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อทำงานในร้านนวด ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยได้ดำเนินคดีกับมารดาของเด็กเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาส่งฟ้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยในส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอยู่ระหว่างการขยายผล ซึ่งจะต้องนำข้อมูลจากทางการญี่ปุ่นมาประกอบในสำนวนคดี

ในการหารือมีผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุดของไทยเข้าร่วมด้วย โดยการขอข้อมูลจากประเทศญี่ปุ่นจะดำเนินการผ่านกระบวนการ Mutual Legal Assistance Treaty (MLAT) หรือความช่วยเหลือทางกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อขยายผลว่าใครเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องบ้าง เนื่องจากเป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ ซึ่งตำรวจไทยและตำรวจญี่ปุ่นได้ตกลงร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการปราบปราม โดยเฉพาะกรณีที่คนไทยเข้าไปกระทำผิดกฎหมายในประเทศญี่ปุ่น และนำไปสู่ปัญหาการค้ามนุษย์ ดังที่ปรากฏในคดีเด็กหญิงอายุ 12 ปี ที่ถูกบังคับให้ขายบริการในร้านนวด
พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ส่วนของมารดาของเด็กหญิงและเจ้าของร้านชาวญี่ปุ่น อยู่ระหว่างการขยายผลเพิ่มเติม โดยทางการญี่ปุ่นได้จับกุมและดำเนินคดีกับเจ้าของร้านนวดแล้ว แต่จำเป็นต้องนำสำนวนดังกล่าวมาประกอบในสำนวนคดีของฝ่ายไทยด้วย จากการซักถามมารดาของเด็ก ได้ข้อมูลว่ามีผู้เกี่ยวข้องทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่นประมาณ 6 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่เฉพาะคดีนี้ แต่รวมถึงคดีอื่นๆด้วย เนื่องจากพบว่ามีกลุ่มคนไทยกลุ่มหนึ่งที่มีพฤติกรรมลักษณะเดียวกัน ไม่ได้กระทำเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น แต่ยังไปกระทำในประเทศอื่นๆด้วย โดยต้องรอข้อมูลจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งต้องดำเนินการผ่านกระบวนการ MLAT อย่างเป็นทางการ อีกทั้งทางการญี่ปุ่นรับทราบถึงความสำคัญของคดีและจะเร่งรัดการประสานข้อมูล

สำหรับฝั่งประเทศไทย ขณะนี้ยังไม่พบว่ามารดาของเด็กจะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการขนาดใหญ่ แต่พบว่ามีกลุ่มคนไทยบางส่วนที่เดินทางไปประเทศต่าง ๆ เพื่อประกอบอาชีพให้บริการทางเพศ ซึ่งอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมรูปแบบอื่นต่อไปในอนาคต
พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันยังไม่พบข้อมูลคนไทยที่ถูกล่อลวงไปประเทศญี่ปุ่นโดยตรง แต่พบพฤติกรรมคนไทยเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นด้วยระบบฟรีวีซ่า และลักลอบทำงานผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในร้านนวด ซึ่งอาจนำไปสู่การกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ต่อเนื่อง ทั้งนี้ ยังไม่พบว่ามีการค้าประเวณีเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ อย่างไรก็ตาม ทางการญี่ปุ่นมีความกังวลในประเด็นดังกล่าว และไทยเราไม่ต้องการให้คนไทยไปกระทำผิดกฎหมายในต่างประเทศ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะฝ่ายต่อต้านการค้ามนุษย์ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

“…ยังมีการหารือถึงความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ โดยก่อนหน้านี้ได้เชิญผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเดินทางไปยังช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจสอบพื้นที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กองกำลังทหารไทยได้เข้าดำเนินการทำลายและยึดครองไว้ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานใน 2 ประเด็น ได้แก่ การตรวจสอบว่ามีชาวญี่ปุ่นตกเป็นเหยื่อของขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่ และการตรวจสอบว่ามีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติของญี่ปุ่นเข้าไปตั้งฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่หรือไม่ ซึ่งทั้งสองประเทศจะทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้มีการจับกุมหัวหน้าขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวญี่ปุ่นในประเทศไทยและส่งตัวกลับประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว…” รอง ผบ.ตร. กล่าว
พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ตำรวจไทยและตำรวจญี่ปุ่นมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด มีการประชุมออนไลน์เพื่อติดตามและขยายผลคดีอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เกี่ยวข้องกับคดีเด็กหญิงอายุ 12 ปี จำนวน 6 คน ถูกจับกุมแล้วทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น แม้ยังไม่ถึงขั้นเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรณีคนญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขสรุปอย่างเป็นทางการ แต่พบว่าที่ผ่านมา มีชาวญี่ปุ่นไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์บริเวณฝั่งท่าขี้เหล็ก และอยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อระบุตัวผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้อง
พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ในด้านการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พัฒนาระบบ Child Data Database เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้สามารถติดตามปัญหาและกลุ่มผู้เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว โดยในช่วงบ่ายของวันเดียวกันจะมีการประชุมหารือรายละเอียดเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศเพิ่มเติม

ด้าน นางสาวอุเอกิ ยูริโกะ กล่าวว่า ตระหนักดีถึงความร้ายแรงของปัญหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและสถานการณ์การค้ามนุษย์ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ไม่อาจยอมรับได้ พร้อมย้ำว่าความร่วมมือระหว่างตำรวจของทั้งสองประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่งในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ และหวังว่าการเสริมสร้างความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างตำรวจไทยและตำรวจญี่ปุ่น จะช่วยกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น.



