เอสซีจีรายงานผลการดำเนินงานปี 2568 มุ่งลดต้นทุนและความเสี่ยงด้านพลังงาน ผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีดิจิทัล และการขยายพอร์ตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน

ในปีที่ผ่านมา เอสซีจีให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนและเชื้อเพลิงทดแทนในกระบวนการผลิต พร้อมนำเทคโนโลยีอย่าง AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรและควบคุมต้นทุนพลังงานที่มีความผันผวน แนวทางดังกล่าวช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ยังขยายพอร์ตสินค้ากลุ่ม Green Products ควบคู่กับสินค้า Smart Value Products (SVP) และ High Value Added (HVA) เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนและเป้าหมาย Net Zero มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและภาคก่อสร้าง

‘ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีที่องค์กรต้องเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาทแข็งค่า รวมถึงการแข่งขันจากสินค้าราคาต่ำจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงบริหารกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่ง จากการรักษาวินัยทางการเงิน การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการหยุดกิจการที่ไม่ทำกำไร

การควบคุมต้นทุนในช่วงที่ผ่านมา ดำเนินการผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด โดยนำระบบคาดการณ์เพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักรล่วงหน้า การควบคุมคุณภาพการผลิตด้วย AI และการพัฒนาช่องทางบริการดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น

ด้านการขยายธุรกิจ ธรรมศักดิ์กล่าวว่าบริษัทใช้กลยุทธ์ Regional Optimization โดยกำหนดให้เวียดนามเป็นฐานการผลิตสำคัญ ทั้งในกลุ่มปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ กระเบื้องเกรซพอร์ซเลน และธุรกิจปิโตรเคมี เพื่อรองรับความต้องการในประเทศและการส่งออกไปยังตลาดโลก อาศัยปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม ต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ และความได้เปรียบจากข้อตกลงการค้าเสรี

สำหรับธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กลุ่มธุรกิจมุ่งพัฒนาสินค้าและโซลูชันที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน อาทิ ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำรุ่นใหม่ คอนกรีตสมรรถนะสูง และโซลูชันประหยัดพลังงานสำหรับอาคาร รวมถึงบริการปรับปรุงและซ่อมแซมอาคาร เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานและลดการใช้ทรัพยากรใหม่

ด้านธุรกิจเคมิคอลส์ มีการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ ผ่านโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ในประเทศเวียดนาม ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงและ Green Polymers เพื่อลดความผันผวนจากวัฏจักรอุตสาหกรรม และตอบโจทย์ลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับโซลูชันคาร์บอนต่ำ

ขณะที่ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มุ่งพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนำระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดของเสีย และควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต ส่วนธุรกิจพลังงานสะอาด เร่งพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐาน Smart Grid และโซลูชันด้านพลังงานใหม่ เพื่อรองรับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

ทั้งนี้ ในปี 2569 จะยังคงขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด ‘เข้มข้น-เข้มแข็ง-เสริมแกร่ง-เอาอยู่’ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนานวัตกรรม และการขยายธุรกิจที่สอดคล้องกับทิศทางความยั่งยืน เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต