โดยเฉพาะใช้ช่วงโค้งสุดท้ายนี้นำเสนอในทุกรูปแบบ เพื่อดึงดูดให้คนไทยที่มีสิทธิ์ เทคะแนนเสียงให้ได้มากที่สุด โอกาสนี้ “ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์” จึงเปิดพื้นที่ให้กับพรรคการเมืองตัวเต็ง เพื่อนำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจโดยคาดหวังให้เป็นข้อมูลให้กับสาธารณชน และผู้มีสิทธิ์มีเสียงนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจที่จะเลือกรัฐบาลที่ดีที่สุดในการเข้ามาบริหารประเทศ
เปิดใจที่อยากทำต่อ
“สาเหตุที่ต้องการอยู่เพื่อทำต่อ มาจากการที่เราเห็นแล้วว่าเศรษฐกิจได้พ้นจากการติดหล่มแล้ว แล้วเราจะทำให้ต่อเนื่องได้อย่างไร ถ้าไม่ต่อเนื่องเศรษฐกิจไทยก็อาจติดหล่มไปอีก ที่สำคัญนายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดโอกาสและสนับสนุนให้ตัวเองและทีมงานได้ทำงานอย่างเต็มที่ จึงทำให้นโยบาย “ควิก บิ๊ก วิน” และนโยบาย “พลัส” กลายเป็นนโยบายระดับประเทศ และประสบความสำเร็จอย่างดี เพราะออกดอกออกผลให้เห็นอย่างชัดเจน และกลายเป็นที่มาของนโยบาย 10 พลัส ” เป็นประโยคที่ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดบทสนทนาไว้กับทีมนักข่าวเศรษฐกิจ ประจำทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็ว ๆ นี้
ควิกบิ๊กวินดันศก.โต1.8%
“เอกนิติ” ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ในช่วงกว่า 2 เดือน ที่ผ่านมา นโยบาย “ควิก บิ๊ก วิน” ผ่าน 5 เสาหลัก 1 ฐานราก ได้ดำเนินการไปแล้วถึง 99% มีเพียง 1% เท่านั้น ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ คือเรื่องของการจัดตั้งโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA ที่แม้จะผ่านความเห็นชอบของครม.เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของครม.ชุดใหญ่ได้ทัน เนื่องจากมีการยุบสภาเสียก่อน
ณ วันนี้ ควิก บิ๊ก วิน ทั้ง 99% ได้ออกดอกออกผลให้เห็นอย่างชัดเจน ที่สามารถผลักดันให้ “รถที่ติดหล่ม” สามารถหลุดพ้นมาจากหล่มได้แล้ว โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 68 สามารถขยายตัวได้มากถึง 1.8% จากที่ทุกฝ่ายคาดว่าจะเติบโตได้เพียง 0.3% เท่านั้น แม้ตัวเองได้ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้ไม่ต่ำกว่า 1% ก็ตาม โดยผลที่ออกมานั้น มาจากมาตรการควิก บิ๊ก วิน ถึง 1.4% ขณะที่อีก 0.4 % มาจากการส่งออกที่ดีขึ้น จึงทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 68 นั้น เติบโตได้ 2% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงแรก
ทุกวันนี้ต้องยอมรับความจริงว่าศักยภาพของเศรษฐกิจที่แท้จริงนั้น เติบโตได้เพียงแค่ 2.7% เท่านั้น ตามที่แบงก์ชาติได้ประเมินไว้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าในช่วง 4 ปีจากนี้ หากพรรคภูมิใจไทยได้เข้ามาสานต่อนโยบายที่ได้ดำเนินการไว้และเดินหน้าต่อ…โดยผ่านนโยบาย 10 พลัส จะทำให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ในระดับ 3% เศษ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตรงไปตรงมา เป็นตัวเลขที่ทำได้จริง ไม่ใช่ตัวเลขที่เพ้อฝันใด ๆ การตั้งเป้าหมายตัวเลขเศรษฐกิจหรือจีดีพี ไม่ว่าจะเป็น 5% หรือ 6% ใคร ๆ ก็พูดได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วทำได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในส่วนของตัวเองแล้ว…ต้องการพูดความจริง พูดในสิ่งที่ทำได้ พูดแล้วทำ!
ใช้ไม่ถึง1.5แสนลบ.
ดังนั้น…ตัวเลขงบประมาณในการดำเนินนโยบายที่รายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. จึงเป็นตัวเลขที่ไม่ได้สูงจนเกินไป ไม่ถึง 1.5 แสนล้านบาท และเป็นการรายงานอย่างละเอียด ชัดเจน ระมัดระวัง ที่สำคัญตรงไปตรงมา เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องดำเนินการอะไรบ้าง และต้องทำอย่างไร โดยเป็นเงินที่ไม่มากนัก และในความจริงอาจใช้น้อยกว่านี้ ด้วยประสบการณ์ในการทำงาน ทั้งที่เป็นข้าราชการ เป็นประธานแบงก์ มาก่อนจึงรู้ว่าจะใช้ช่องไหนเพื่อไม่ให้รัฐเสียวินัยการคลัง ที่สำคัญงบประมาณปี 69 ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้ ดังนั้นนโยบายที่ขายฝันทั้งหลายต้องทำได้ด้วย เมื่อพูดแล้วต้องทำ อะไรที่เพ้อฝันไม่ทำแน่นอน นโยบายที่หวือหวาไม่ทำแน่ เพราะทุกวันนี้คนไทยไม่ใช่อะไรที่จะถูกหลอกได้ง่าย เงินต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่เงินของพรรค แต่เป็นเงินของผู้เสียภาษี แล้วการเอาเงินเหล่านี้มาใช้ ก็คือเงินในอนาคต คือเงินของลูกหลานทั้งนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และดีใจที่นายกฯและพรรค ให้โอกาสที่จะทำอะไร โดยที่ต้องดูความคุ้มค่าของเงิน ประกอบกันด้วย
ห่วงวินัยการคลังมาก
“ผมเป็นห่วงมากที่สุด คือ วินัยการคลัง ที่เวลานี้แย่มาก และตั้งใจที่จะทำตรงนี้ให้ดีขึ้น จึงทำแผนการคลังออกมาและถือว่าเป็นแผนที่ทำให้สถาบันจัดอันดับต่าง ๆ มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น เพราะในแผนได้เขียนอย่างละเอียดและมีเงื่อนไขหมด แม้จะมีเรื่องของการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ก็ต้องดูสถานการณ์ในตอนนั้น ว่า พร้อมหรือไม่ ถ้าไม่พร้อมจะมีอะไรมาทดแทน ซึ่งได้เขียนไว้อย่าละเอียดเท่าที่จะทำได้” เอกนิติ พยายามชี้ให้เห็น
เพิ่มศักยภาพประเทศ
สำหรับนโยบายของ “เศรษฐกิจ 10 พลัส” หัวใจสำคัญมาจาก การเติมเข้าไปให้เติบโต เพิ่มศักยภาพของประเทศ โดยทำให้เติบโตได้อย่างทั่วถึง เพราะไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก หรือโตกระจุกจนกระจาย แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 5 พลัส แรก เป็นการสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่วน 5 พลัส หลังคือ การสร้างให้โตอย่างมีคุณภาพและเต็มศักยภาพ มีเป้าหมาย ทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยดีขึ้นตามศักยภาพ โดยสามารถขยายตัวได้ในระดับ 3% พลัส

ทั้งนี้เนื่องของการเติบโตอย่างทั่วถึงนั้นมีหลักคิดมาจากเป้าหมายของคนใน 5 กลุ่ม คือ
1. คนละครึ่ง พลัส กลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อย ที่พุ่งเป้าไปที่มนุษย์เงินเดือน คนทั่วไปตามท้องตลาด ซึ่งไม่ได้ให้เฉพาะลดรายจ่ายเท่านั้น แต่จะเพิ่มทักษะให้จริง ๆ โดยแตกต่างจากเดิมคือการเพิ่มมิติการสอนทักษะดิจิทัล ซึ่งใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท แต่อาจใช้เพียง 33,000 ล้านบาท ดูตามความเหมาะสมของงบประมาณ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น ยึดหลักการเดิม
2. สูงวัย พลัส รับมือสังคมผู้สูงอายุ ที่เน้นไปที่ผู้สูงวัยที่จะทำอย่างไรให้มีเงินใช้หลังเกษียณไม่เป็นภาระ เพราะอีก 10 ปี จำนวนผู้สูงวัยจะพุ่งสูงถึง 30% โดยจะเชื่อมโยงกับโครงการอื่นๆ เช่น Skill Bridge และออมทรัพย์ พลัส Plus เป็นต้น
3.เอสเอ็มอี พลัส เมดอินไทยแลนด์ โดยเอสเอ็มอี คือคนตัวเล็กตัวน้อยเหมือนกัน ในเชิงธุรกิจ ซึ่งจะส่งเสริมเมด อินไทยแลนด์ ผ่านโครงการสำคัญ เช่น เอสเอ็มอี เครดิต บูสท์
4.ชุมชน พลัส ที่มุ่งสร้างชุมชนที่ยั่งยืน โดยให้คนในเมืองและคนในชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ต้องกลับเข้ามาในเมืองทั้งหมด และ
5.ธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ เพราะถ้ากลุ่มตัวเล็กตัวน้อยไม่แข็งแรง ธุรกิจก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นทุกกลุ่มต้องเติบโตไปด้วยกันอย่างทั่วถึง
ส่วน 5 พลัส เพิ่มศักยภาพ สร้างรากฐานระยะยาว ประกอบด้วย
1.เรื่องการศึกษา พลัส คือ เน้นไปที่การเพิ่มทักษะ โดยการศึกษา ที่สำคัญที่สุด เพราะทุกวันนี้ระบบการศึกษาแย่มาก โดยเน้นการเรียนฟรีที่ทำได้จริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา มีการจัดเพื่อจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์ มีโครงการ Skill Bridge เป็นการเรียนรู้จากสิงคโปร์ แต่ปรับให้เหมาะกับไทย
2.เศรษฐกิจสีเขียว พลัส เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนต่างชาติ โดยเปิดให้มีไดเร็กพีพีเอ หรือเปิดให้ซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรง การลงทุนทำโซลาร์ ฟาร์ม ผ่านหลังคาของหน่วยราชการ การทำโฟลตติ้ง โซลาร์ โดยใช้อ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ที่เป็นพื้นที่ราชพัสดุอยู่แล้ว รวมถึงผลักดันโครงการ โลว์ คาร์บอน ซิตี้ โดยให้ชุมชนขายคาร์บอนเครดิต
3. ลงทุน พลัส ผ่านกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ เพราะทุกวันนี้มีข้อติดขัดเรื่องงบประมาณ ปัจจุบันรัฐบาลมีงบลงทุนเหลือเพียง 20% เท่านั้น แต่ยังต้องลงทุนอยู่
4.เทรด พลัส หาตลาดใหม่ให้สินค้าไทยกลุ่มใหม่ๆ ที่คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะเป็นผู้เข้ามาดำเนินการ ทั้งสินค้าสีเขียว สินค้าอุตสาหกรรมใหม่
5. ไทยแลนด์ พลัส ปลดล็อคการลงทุน ที่ปัจจุบันได้ทำโครงการ ฟาสต์ พลัส เพื่ออำนวยความสะดวกและอุปสรรคให้กับนักลงทุน โดยผ่านระบบของบีโอไอ ที่ได้เริ่มต้นทำแล้ว รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องแต่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน
“นโยบายเศรษฐกิจที่มีส่วนออกแบบ นี้ ได้ตั้งใจออกให้ตรงเป้า ไม่สุรุ่ยสุร่าย ให้ทาร์เก็ตที่ตรงเป้าเกิดประสิทธิภาพสูงสุด หลายนโยบายไม่จำเป็นต้องใช้เงินด้วยซ้ำไป ถ้าได้โอกาสกลับมาทำงานอีกครั้ง จะทำให้คนไทยอยู่ดีกินดี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นโยบายรัฐทุกอย่างจะใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้ดีขึ้น แข่งขันกับนานาประเทศได้ ทำให้คนไทยมีรายได้ที่ดีขึ้น ไม่ต้องเป็นหนี้ อยากพัฒนาอย่างระยะยาว ไม่อยากทำระยะสั้น ให้เค้าดีขึ้นสั้น ๆ สั้น แล้วก็กลับมาเป็นปัญหาใหม่ และที่ผ่านมา 73 วัน ได้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าเราทำจริง”
เป็นประโยคสุดท้าย ที่ “เอกนิติ” ได้ปิดบทสนทนา หลังจากใช้เวลาเปิดใจร่วม 2 ชั่วโมง.
ทีมเศรษฐกิจ



