เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 3 ก.พ. 69 ที่ จ.สุราษฎร์ธานี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงภาพรวมช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ว่าจากการลงพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยยังตั้งเป้าได้ สส. ไม่น้อยกว่า 31 เขต ในส่วนของ จ.สุราษฎร์ธานี ที่พรรคส่งผู้สมัครครบทั้ง 7 เขต พรรคมีความมั่นใจในตัวผู้สมัครเดิมทั้ง 5 คน โดยจะนำเสนอนโยบายต่างๆ ที่จะมาพัฒนา จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อนำบุคลากรที่มาร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทย กลับเข้าสภาให้ได้อีกครั้ง ส่วนอีก 2 คน เราได้นักการเมืองรุ่นใหม่มาร่วมงาน หวังว่าจะนำน้องๆ ทั้ง 2 คน เข้าสู่สภาเพื่อให้ได้ครบทั้งจังหวัด และหวังว่าจะได้คนรุ่นใหม่ที่มาร่วมอุดมการณ์กับภูมิใจไทยได้เข้ามาเสริมศักยภาพในส่วนที่เหลือ นี่คือความตั้งใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
เมื่อถามว่า มีความกังวลเรื่องกระแสหรือไม่ เพราะคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ปราศรัยถึงการช่วยเหลือเยียวยาเหตุน้ำท่วม นายพิพัฒน์ กล่าวว่า วันนี้ไม่ใช่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่มีกระแส แต่คิดว่าการต่อสู้ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ที่อดีตเคยเป็นของพรรคสีฟ้า แต่จากการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา พรรคสีฟ้าได้รับความนิยมลดลง และได้ สส. ลดน้อยถอยลงมาตลอด ในอดีต 55 เขตเลือกตั้งในภาคใต้ ได้ถึง 54 เขตเลือกตั้ง แต่วันนี้ทำไมเขาถึงหนีจากพวกท่านไป เรื่องนี้พรรคสีฟ้าต้องกลับไปพิจารณาตัวเองว่าในอดีต ส่งเสาไฟฟ้าลง ก็ปักธงได้ แต่วันนี้มีความพยายามเสนอตัวแทนของท่านในแต่ละจังหวัด แต่จำนวน สส. ก็ลดลงตลอด ซึ่งตนไม่ได้อยากก้าวก่ายในสิ่งต่างๆ แต่อยากให้ท่านกลับไปทบทวนว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา พวกท่านทำอะไรให้พี่น้องใน 14 จังหวัดภาคใต้บ้าง และเหตุใดความนิยมจึงลดลง

“วันนี้พวกท่านไม่มีนโยบายแล้วหรือ ถึงมาทวงสมบัติพ่อเฒ่า แม่เฒ่า ความหมายของวลีสมบัติพ่อเฒ่า แม่เฒ่า คือสมบัติปู่ ย่า ตา ยาย ที่ทิ้งเอาไว้ แต่พวกท่านไม่สามารถรักษาไว้ได้ ในเมื่อรักษาไม่ได้ก็ควรให้พรรคที่มีความตั้งใจมีจิตวิญญาณในการพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน 14 จังหวัดภาคใต้ ได้เข้ามารับช่วงต่อจากพวกท่าน ไม่ใช่มาทวงคืนว่าให้ดูแลสมบัติพ่อเฒ่า แม่เฒ่า ผมคิดว่าสมบัติเหล่านี้ไม่ใช่สมบัติที่ตายตัว แต่เป็นสมบัติที่มีชีวิตจิตวิญญาณ มีสมอง และความคิด ในเมื่อท่านไม่สามารถรักษาได้ ก็แบ่งปันให้คนอื่นไปช่วยดูแลรักษาแทนพวกท่านดีกว่าหรือไม่ เราไม่ควรปราศรัยบนเวทีแล้วมีการใส่ร้ายป้ายสี เพื่อนำเรตติ้งของตัวเองกลับคืนมา ผมคิดว่าพวกเราควรพิสูจน์กันด้วยผลงานดีกว่า” นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ ยืนยันด้วยว่า ตนไม่มีความกังวลที่มีการใช้วลีดังกล่าวในช่วงโค้งสุดท้าย แต่คิดว่าเป็นการตอกย้ำความล้มเหลวของพวกท่านเอง แล้วไม่ต้องไปพูดว่ามีการกระทำสิ่งต่างๆ เพราะท่านทราบดีว่าการเลือกตั้งแต่ละครั้ง การรณรงค์หาเสียงต้องใช้ยุทธวิธีการโน้มน้าวจูงใจมานำเสนอต่อประชาชน ซึ่งเป็นวิถีทางประชาธิปไตยอยู่แล้ว ตนจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น แต่ทำไมถึงใช้วลีนี้มาทวงกันช่วงเวลานี้.



