สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ว่า องค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมน ไรตส์ วอตช์” (เอชอาร์ดับเบิลยู) เผยแพร่รายงานประจำปีความยาว 529 หน้า เกี่ยวกับดัชนีชี้วัดประชาธิปไตยในปัจจุบัน ว่าตกลงไปอยู่ในระดับเดียวกับปี 2528 ซึ่งเป็นยุคที่สหภาพโซเวียตยังคงอยู่ โดยระบุว่า “รัสเซียและจีนมีความเสรีน้อยกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่สหรัฐก็เป็นเช่นนั้นด้วย”


เอชอาร์ดับเบิลยูมองว่า การกลับคืนสู่ทำเนียบขาวเป็นสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เป็นการตอกย้ำ “วงจรขาลง” ของสถานการณ์สิทธิมนุษยชนระดับโลก และยังเป็นการสะท้อน “ระเบียบโลกที่อิงตามกฎเกณฑ์กำลังถูกบดขยี้” เนื่องจากแม้เป็นการบริหารภายในสหรัฐเอง ทรัมป์แสดงให้เห็นถึงการ “เพิกเฉยต่อสิทธิมนุษยชนอย่างโจ่งแจ้ง” และ “มีการละเมิดที่ร้ายแรง”


รายงานของเอชอาร์ดับเบิลยูยกตัวอย่าง “เหตุการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน” ว่าจะเกิดขึ้นในสหรัฐ ซึ่งรวมถึงการที่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ไอซีอี) ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด “ที่ไม่จำเป็นหลายครั้ง” ในการเข้าปฏิบัติการที่เมืองมินนีแอโพลิส ในรัฐมินนิโซตา และการส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเข้าไปประจำการตามเมืองใหญ่หลายแห่ง โดยเฉพาะเมืองที่บริหารโดยพรรคเดโมแครต ตลอดจนความพยายามขยายอำนาจบริหารและทำลายการตรวจสอบถ่วงดุลทางประชาธิปไตย


ขณะเดียวกัน รายงานของเอชอาร์ดับเบิลยูยังระบุถึงการที่สหรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับ “การบังคับบุคคลให้สูญหาย” ซึ่งเป็นอาชญากรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ จากกรณีส่งตัวชาวเวเนซุเอลา 252 คน ไปยังเรือนจำความมั่นคงสูงสุดในเอลซัลวาดอร์ โดยมีการบันทึกคำให้การ ว่าชายกลุ่มดังกล่าวถูกซ้อมทรมานและล่วงละเมิดทางเพศ ก่อนได้รับอนุญาตให้กลับเข้าเวเนซุเอลาในภายหลัง


นอกจากนี้ รายงานฉบับเดียวกันยังกล่าวถึงอิสราเอล ว่าได้ก่อ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการกวาดล้างทางชาติพันธุ์” ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา โดยในปี 2568 อิสราเอลยกระดับความรุนแรงของมาตรการ ทั้งการสังหาร การทำให้อดอยาก และการบังคับย้ายถิ่นฐานในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย.

เครดิตภาพ : AFP