หลายคนกำลังอยู่ในช่วงเตรียมยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90/ภ.ง.ด.91 ซึ่งเป็นหน้าที่ต้องคนไทยที่มีเงินได้ โดยรอบการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2569 จะนำรายได้ทั้งปี 2568 มาคำนวณยื่นแบบแสดงเงินได้ และเสียภาษี หรือขอคืนเงินภาษี
แต่ยังมีหลายคนที่อาจยังเข้าใจผิด และต้องระวังในการยื่นภาษี เพื่อไม่ให้พลาด “เศรษฐกิจเดลินิวส์” ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว!
10 เรื่องต้องรู้ ระวังพลาดยื่นภาษีเงินได้
1.คำนวณภาษีเงินได้ผิด
มนุษย์เงินเดือนหลายอาจสับสนกับวิธีคำนวณภาษีของตัวเอง ซึ่งการคำนวณภาษีเบื้องต้น สามารถทำได้ดังนี้
- เงินได้ คือ รายได้ทั้งปี รวมโบนัส หรือถ้าเป็นพนักงานบริษัท ก็คือ เงินเดือน x12+โบนัส
- ค่าใช้จ่าย คือ ส่วนที่กฎหมายกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายต่างๆเพื่อหักเป็นต้นทุนสำหรับการทำมาหารายได้ของเรา การหักค่าใช้จ่ายมี 2 แบบคือการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา และ การหักค่าใช้จ่ายแบบตามจริง
- ค่าลดหย่อน เป็นสิทธิประโยชน์ที่กฎหมายเปิดช่องเพื่อให้เสียภาษีน้อยลง เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว คู่สมรส บิดามารดา บุตร อุปการะเลี้ยงดูคนพิการ เบี้ยประกันบิดามารดา ฯลฯ
- เงินบริจาค คือ เงินที่ได้รับสิทธินำมาลดหย่อนไม่เกิน 10% จากเงินได้สุทธิก้อนแรก เช่น เงินบริจาคเพื่อการศึกษา เงินบริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์
ทั้งนี้ เมื่อคำนวณเงินได้แล้ว ต้องไปเทียบกับฐานภาษีของสรรพากร ว่าอยู่ในกลุ่มเสียภาษีอัตราเท่าไหร่?
- เงินได้ 0-150,000 บาท อัตราภาษี 5% แต่ได้รับการยกเว้น
- เงินได้เกิน 150,000-300,000 บาท อัตราภาษี 5% เสียภาษีสูงสุด 7,500 บาท
- เงินได้เกิน 300,000-500,000 บาท อัตราภาษี 10% เสียภาษีสูงสุด 20,000 บาท
- เงินได้เกิน 500,000-750,000 บาท อัตราภาษี 15% เสียภาษีสูงสุด 37,500 บาท
- เงินได้เกิน 750,000-1,000,000 บาท อัตราภาษี 20% เสียภาษีสูงสุด 50,000 บาท
- เงินได้เกิน 1,000,000-2,000,000 บาท อัตราภาษี 25% เสียภาษีสูงสุด 250,000 บาท
- เงินได้เกิน 2,000,000-5,000,000 บาท อัตราภาษี 30% เสียภาษีสูงสุด 900,000 บาท
- เงินได้เกิน 5,000,000 บาท ขึ้นไป อัตราภาษี 35% เสียภาษีตามฐานเงินได้คูณด้วยอัตราภาษี
2.เงินปันผลจากกองทุนรวม
คนที่เสียภาษีหลายคนเลือกลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งกองทุนรวมที่เลือกลงทุนบางกองมีการจ่ายปันผล ซึ่งจะต้องเสียภาษี 10% (ทุกครั้งที่มีการจ่ายปันผล) เมื่อยื่นภาษีสามารถนำปันผลที่ได้มารวมเป็นรายได้ประจำปีเพื่อคำนวนภาษีด้วย
3.ไม่เข้าใจภาษีหัก ณ ที่จ่าย
เวลาที่ได้สลิปเงินเดือนมาเราจะเห็นว่ามีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไป ทำให้จำนวนเงินไม่ได้เป็นตัวเลขกลมๆ ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ภาษีหัก ณ ที่จ่ายนี้ จะหักออกจากจำนวนภาษีสิ้นปีที่เราต้องจ่าย และถ้าเราถูกหักภาษีส่วนนี้มากเกินกว่าจำนวนภาษีสิ้นปีที่คำนวณออกมาได้ เราจะได้รับเงินคืนภาษี เป็นส่วนที่ทางรัฐกำหนดไว้เพื่อลดจำนวนเงินก้อนที่เราต้องจ่ายจำนวนมากในครั้งเดียวของการเสียภาษี
4.หักลดหย่อนบิดา มารดา ซ้ำ
คุณสามารถลดหย่อนได้ในกรณีที่ตนเองเลี้ยงดูบิดามารดาที่อายุมากกว่า 60 ปี และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งจะมีสิทธิหักลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท
แต่หลายคนยังสงสัยว่าถ้าหากครอบครัวหนึ่งมีลูกทั้งหมด 3 คน มีรายได้ที่ต้องเสียภาษี จะแบ่งเสียภาษีอย่างไร?
ตัวอย่าง ลูกคนที่หนึ่งใช้สิทธิลดหย่อนจากการดูแลคุณแม่ และคุณพ่อ จะทำให้ลูกอีกสองคนไม่สามารถใช้สิทธินี้ได้ หรือ หากลูกคนที่หนึ่งใช้สิทธิลดหย่อนการดูแลคุณแม่ ลูกคนที่สองใช้สิทธิลดหย่อนดูแลคุณพ่อ จะทำให้ลูกคนที่สามไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้
การใช้สิทธิลดหย่อนบิดามารดานั้นสามารถให้สิทธิใครลดหย่อนก็ได้ขึ้นอยู่กับบุตรตกลงกันเอง นอกจากนั้นถ้าหากคุณพ่อหรือคุณแม่เข้าข่ายเป็นผู้พิการหรือทุพพลภาพ ก็จะใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มได้อีก 60,000 บาท รวมทั้งหมดเป็น 90,000 บาท
5.ไม่เข้าใจการหักลดหย่อนด้วยประกันชีวิต
บางคนทำประกันชีวิตไว้ เพราะหวังจะนำมาลดหย่อนภาษีเยอะๆ และเห็นว่าเบี้ยประกันชีวิตไปใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่กฎหมายกำหนดให้หักลดหย่อนสูงสุดได้ไม่เกิน 100,000 บาท เช่น ถ้าจ่ายเบี้ยประกันปีละ 500,000 บาทก็นำมาลดหย่อนได้ 100,000 บาทเท่านั้น อีกทั้งไม่ใช่ทุกประกันชีวิตจะสามารถนำมาลดหย่อนได้ แต่ต้องเป็นแบบประกันที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
ประกันสุขภาพ สามารถนำเบี้ยประกันมายกเว้นภาษีตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 25,000 บาท และนำไปรวมกับประกันชีวิตทั่วไป+เงินฝากแบบมีประกันชีวิต รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท
นอกจากนี้ ค่าเบี้ยประกันบำนาญก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ (ตามที่จ่ายจริง) แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินและไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กบข, และ RMF จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
6.พลาดไม่ซื้อประกันสุขภาพบิดามารดา
ประกันชีวิตเหมือนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เราควรมีติดตัว ยิ่งถ้าประกันสุขภาพด้วยแล้วก็เป็นของจำเป็น ซึ่งอยากบอกว่าถ้าคุณซื้อประกันสุขภาพให้กับบิดามารดา ก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท (กรณีบิดามารดารายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี) ได้ทั้งความอุ่นใจและได้ลดหย่อนภาษีพร้อมกัน
7.ฟรีแลนซ์ลืมขอใบทวิ 50
ฟรีแลนซ์หลายคนมีงานเข้าไม่ขาดสาย แต่เมื่อถึงเวลาเสียภาษีก็อาจจะต้องเหงื่อตกได้ เพราะไม่ได้ขอใบทวิ 50 (ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย) จากนายจ้างเอาไว้ จนอาจทำให้เจอกับภาษีย้อนหลังและอดได้เงินคืนภาษี รู้แบบนี้ก็ควรรีบขอนายจ้างไว้ด่วนๆ เลย
8.ยื่นภาษีผิด
ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้จากรายการเสียภาษีมีค่อนข้างมาก จนอาจทำให้กรอกรายละเอียดยื่นภาษีผิดไปได้ แต่ยังสามารถยื่นใหม่ทั้งหมดได้ (สำหรับคนที่ยื่นเป็นเอกสาร) ส่วนกรณีที่ยื่นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือยื่นภาษีออนไลน์ สามารถกด “ยื่นเพิ่มเติม” ได้เลย
ส่วนหลังยื่นภาษี คือส่วนที่ได้รับเงินคืนมาแล้วเพิ่งทราบว่ามีข้อผิดพลาด ให้ลองตรวจสอบจำนวนเงินคืนที่ได้รับมา โดยถ้าได้รับมากหรือน้อยกว่าที่ควร ให้รีบติดต่อกรมสรรพากรเพื่อจะได้พิจารณาข้อมูลการยื่นภาษีของเราอีกครั้ง
9.เทคนิคได้เงินคืนภาษีเร็ว
หากต้องการได้เงินคืนภาษีเร็ว แนะนำสมัครบริการพร้อมเพย์ โดยเงินคืนภาษีของเราจะถูกโอนเข้าบัญชีที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ไว้ แต่หากไม่มีพร้อมเพย์ สามารถนำหนังสือแจ้งคืนภาษีไปติดต่อที่ธนาคารกรุงไทย เพื่อนำเงินภาษีเข้าบัญชี
หากไม่มีบัญชีธนาคาร แต่ต้องการเงินคืนภาษีก็ไม่ต้องกังวลใจ สามารถติดต่อขอเงินคืนภาษีที่ธนาคารกรุงไทย โดยทำตามระบบที่ทางธนาคารกำหนดไว้โดยเตรียมหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีที่สรรพากรจัดส่งให้ทางไปรษณีย์ และ บัตรประจำตัวประชาชน(หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง)ไปด้วย
10.ยื่นภาษีล่าช้ามีโทษ
การยื่นภาษีล่าช้ามีโทษ! ถ้ายื่นภาษีช้ากว่าเวลาที่กำหนดจะถือว่ามีความผิด ทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน ของจำนวนเงินภาษีที่คุณต้องชำระ (ถ้ามีเศษของเดือนให้นับเป็นเท่ากับ 1 เดือน) และค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ขอบคุณข้อมูลจาก ธนาคารกรุงศรีอยุธยา



