นายอานันท์ สแตนลีย์ ประธานแอร์บัส ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า แอร์บัส และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามข้อตกลงขยายการสนับสนุนชิ้นส่วนภายใต้โครงการ การบำรุงรักษาชิ้นส่วนอากาศยานแบบครบวงจรของแอร์บัส โดยคิดค่าใช้จ่ายตามชั่วโมงการบิน (Flight Hour Services: FHS) เพื่อครอบคลุมฝูงบินเครื่องบินเอ321นีโอ (A321neo) รุ่นใหม่ของการบินไทย ซึ่งเริ่มทยอยเข้าประจำการตั้งแต่ปี 2568 โดยข้อตกลงฉบับนี้ครอบคลุมบริการด้านชิ้นส่วนที่หลากหลาย อาทิ การจัดเก็บชิ้นส่วนประจำ ณ สถานที่ปฏิบัติงาน การเข้าถึงคลังชิ้นส่วนกลาง และบริการซ่อมแซมชิ้นส่วน ณ ฐานปฏิบัติการหลักของการบินไทยในกรุงเทพฯ ประเทศไทย

นอกจากนี้การบินไทยยังจะได้รับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของแอร์บัส และทีมผู้แทนบริการ FHS ประจำภูมิภาค ซึ่งจะให้การสนับสนุนด้านการปฏิบัติการอย่างใกล้ชิดสำหรับงานบำรุงรักษาประจำวัน พร้อมช่วยเพิ่มความพร้อมใช้งานของฝูงบิน และความสามารถในการคาดการณ์ต้นทุน สำหรับข้อตกลง FHS ฉบับแรกของการบินไทยเริ่มขึ้นเมื่อปี 2555 โดยเป็นการลงนาม เพื่อรับการสนับสนุนชิ้นส่วนสำหรับเครื่องบินเอ320ซีอีโอ (A320ceo) จำนวน 20 ลำ ล่าสุดทั้งสองฝ่ายได้ตกลงขยายขอบเขตของข้อตกลงให้ครอบคลุมเครื่องบินเอ321นีโอ จำนวน 32 ลำ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของการบินไทยต่อโซลูชันการสนับสนุนงานบำรุงรักษาที่ครบวงจร และเชื่อถือได้ของแอร์บัส

นายอานันท์ กล่าวอีกว่า การขยายข้อตกลง FHS กับการบินไทย เพื่อสนับสนุนฝูงบิน A321neo สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของความร่วมมืออันยาวนาน และความมุ่งมั่นของแอร์บัสในการสนับสนุนกลยุทธ์การปรับปรุงฝูงบินให้ทันสมัยของสายการบิน ผ่านการสนับสนุนชิ้นส่วนอย่างครบวงจรควบคู่กับการมีทีมวิศวกรรมในพื้นที่ แอร์บัสมีส่วนช่วยให้การบินไทยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ในการนำอากาศยานทางเดินเดียวเจเนอเรชันใหม่เข้าประจำการ

ทั้งนี้ Airbus FHS นำเสนอโซลูชันด้านการบำรุงรักษาที่มีความยืดหยุ่น และครอบคลุม ออกแบบมาเพื่อช่วยให้สายการบินเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของฝูงบินสูงสุด ควบคู่กับการลดต้นทุนการดำเนินงานโดยรวม ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญระดับโลกของแอร์บัส ขีดความสามารถด้านดิจิทัลขั้นสูง และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล FHS ช่วยยกระดับประสิทธิภาพและความเชื่อถือได้ในการปฏิบัติการ โดย Airbus FHS เป็นผู้นำระดับโลกด้านการสนับสนุนชิ้นส่วนในรูปแบบการสนับสนุนชิ้นส่วนตามชั่วโมงการใช้งาน (Power-by-the-Hour) มอบโซลูชันการบำรุงรักษาระยะยาวที่มีความแน่นอน และสามารถคาดการณ์ต้นทุนได้ให้แก่สายการบินทั่วโลก.