นายองอาจระบุว่า อำเภอบ้านไผ่มีศักยภาพสูงเนื่องจากเป็นจุดตัดของเส้นทางคมนาคมสายหลักหลายสาย ทำหน้าที่เป็นประตูสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังสามารถเชื่อมโยงการเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากเดิมที่บ้านไผ่ถูกมองว่าเป็นเพียงเมืองรอง ขณะที่อำเภอเมืองขอนแก่นเป็นเมืองหลัก แต่ด้วยทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจ การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เกิดแนวคิดและความตั้งใจที่จะผลักดันให้อำเภอบ้านไผ่ก้าวขึ้นมาเป็นเมืองหลักในอนาคต เพื่อรองรับการเติบโตในระดับภูมิภาค

“การพัฒนาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอำเภอบ้านไผ่เท่านั้น พื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 11 ยังประกอบด้วยอำเภอบ้านแฮดและอำเภอชนบท ซึ่งในอดีตมักถูกมองว่าเป็นเพียงเมืองผ่าน แต่ปัจจุบันได้ถูกวางบทบาทใหม่ให้เป็นเมืองพัก รองรับการเดินทาง การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ” นายองอาจ กล่าว

ตลอดระยะเวลา 5–6 ปีที่ผ่านมา แนวคิดดังกล่าวเริ่มปรากฏผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน จากเดิมเมื่อเดินทางถึงตำบลท่าพระ ทุกคนจะรับรู้ว่าได้เข้าสู่เขตเมืองขอนแก่นแล้ว แต่ในปัจจุบัน ความเจริญได้ขยายตัวออกมาถึงอำเภอบ้านไผ่และอำเภอบ้านแฮด ทั้งด้านระบบไฟฟ้า สาธารณูปโภค การคมนาคม และการพัฒนาเมือง ทำให้อำเภอบ้านไผ่มีลักษณะความเป็นเมืองอย่างสมบูรณ์มากขึ้น

นายองอาจกล่าวต่อว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พื้นที่อำเภอบ้านไผ่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการตัดสินใจเข้ามาลงทุน เปิดสถานประกอบการ และสร้างการจ้างงานในพื้นที่ เมื่อระบบคมนาคมมีความพร้อม ก็ช่วยลดระยะเวลาในการเดินทาง เพิ่มความสะดวก และส่งเสริมให้เศรษฐกิจท้องถิ่นขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นายองอาจได้กล่าวถึงประสบการณ์การทำงานในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม ในช่วงที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่า ทำให้สามารถผลักดันโครงการด้านคมนาคมเข้าสู่พื้นที่อำเภอบ้านไผ่ได้หลายโครงการ อาทิ การจัดทำจุดจอดพักรถขนาดใหญ่ริมถนนมิตรภาพ การติดตั้งไฟส่องสว่างบนเส้นทางสายหลัก และการขยายถนนเป็นสี่ช่องจราจร เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและรองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้น

สำหรับแผนการพัฒนาในอนาคต นายองอาจระบุว่า โครงการรถไฟทางคู่และโครงการรถไฟความเร็วสูงสายที่มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครพนม จะต้องผ่านพื้นที่อำเภอบ้านไผ่ ซึ่งจะเป็นการยกระดับบ้านไผ่ให้กลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งอย่างแท้จริง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของอำเภอบ้านไผ่ รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงให้เติบโตไปพร้อมกัน

นายองอาจยังกล่าวถึงประสบการณ์ทางการเมืองของตนเองว่า เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาจังหวัดถึง 4 สมัย ตั้งแต่อายุ 30 ปี และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยล่าสุดที่เพิ่งหมดวาระ ทำให้มีความเข้าใจปัญหา ความเดือดร้อน และความคาดหวังของประชาชนในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง พร้อมยืนยันว่าหากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง จะนำปัญหาและข้อเสนอของประชาชนไปผลักดันแก้ไขในระดับนโยบายอย่างจริงจัง

ในส่วนของนโยบายพรรคภูมิใจไทย นายองอาจกล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคมีแนวทางชัดเจนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในระดับชุมชน ส่งผลให้ผู้ค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน รวมถึงเปิดโอกาสให้เยาวชนอายุ 16 ปี สามารถใช้สิทธิได้ ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งครอบครัวและระบบเศรษฐกิจโดยรวม

นายองอาจกล่าวว่า แนวคิด “พูดแล้วทำพลัส” เป็นการต่อยอดจากแนวทางเดิม โดยย้ำว่าการทำงานต้องทำให้มากกว่าเดิม แม้พรรคภูมิใจไทยจะมีโอกาสบริหารประเทศในฐานะรัฐบาลเพียงระยะเวลาไม่นาน แต่สามารถผลักดันการส่งออกข้าวหอมมะลิได้หลายแสนตัน ส่งผลให้ราคาข้าวปรับตัวจากประมาณ 10 บาท เป็น 16–17 บาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้ให้เกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

นอกจากนี้ ราคามันสำปะหลังก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น จากการส่งออกมันสำปะหลังอัดเม็ดไปยังประเทศซาอุดีอาระเบียหลายหมื่นตัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้รับโอกาสสานต่อการทำงานในฐานะรัฐบาลชุดใหม่ นโยบายด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่จะสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ และช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว.