เมื่อวันที่ 5 ก.พ. น.ส.กาญจนา พูนแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวในรายการ “จับประเด็นเป็นข่าว” สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ว่า หลักการบริหารจัดการเงินที่เก็บจากผู้ประกันตน นายจ้าง และภาครัฐโดยเงินสมทบส่วนหนึ่งตามกฎหมายนำมาใช้ในการบริหารสำนักงานประกันสังคม (สปส.) โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.จ่ายสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนกรณีต่างๆ 2.จัดสรรบางส่วนเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน เนื่องจากมีพนักงาน สปส.ประมาณ 4,600 คน จ่ายเป็นค่าเงินเดือนและสาธารณูปโภค อุปกรณ์ต่างๆ ของสำนักงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ซึ่งที่ผ่านมาจัดสรรมาประมาณ 2% กว่าๆ ขณะที่ตามกรอบกฎหมายกำหนดให้ใช้ได้ไม่เกิน 10%  และ 3.นำไปลงทุนเพื่อให้เกิดดอกผลไปรอการจ่ายสิทธิประโยชน์ระยะยาวให้กับผู้ประกันตน เช่น เงินบำนาญชราภาพ

น.ส.กาญจนา กล่าวอีกว่า ในการบริหารเงินส่วนสำคัญที่อาจจะมีประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของ สปส. ซึ่งได้ให้นโยบายและวางแผนไว้จะดำเนินการ โดยในปี 2569 อาจจะมีการทบทวนประเด็นที่มองว่าไม่เกิดประโยชน์ และมีการวางแผนสำหรับปี 2570 ที่กำลังจะมีการประชุมจัดทำคำของบประมาณ โดยจะทำเรื่องการปฏิรูปการบริหารจัดการงบประมาณและความโปร่งใส เนื่องจากบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป สปส.จึงมุ่งพิจารณาการจัดสรรการใช้จ่ายเงิน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกันตน โดยยึดถือเรื่องความคุ้มค่า ความจำเป็น และความโปร่งใสเป็นที่ตั้ง

“การจัดทำคำของบประมาณจะมีการแบ่งเป็นงบประมาณตามความจำเป็น และควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น โดยในส่วนของงบประมาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานก็จะมีการทบทวน ซึ่งงบประมาณปี 2570 กำลังกำหนดหลักเกณฑ์และเตรียมประชุมหารือในเร็วๆ นี้” น.ส.กาญจนา กล่าว และว่า เรื่องงบฯ สปส.มีการตรวจสอบหลายชั้น เริ่มตั้งแต่อนุกรรมการไปจนถึงคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) ตรวจสอบบัญชีจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และการรายงานงบเงินประจำปีอย่างสม่ำเสมอ

เลขาธิการ สปส. กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างจะพยายามดำเนินงานตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทำให้โปร่งใส ตรวจสอบได้  เน้นประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)  มีการเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์เพื่อให้สาธารณะตรวจสอบได้เสมอ ส่วนกรณีการเดินทางไปต่างประเทศของคณะกรรมการหรืออนุกรรมการ ก็ต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติจากบอร์ดหรืออนุกรรมการเป็นรายกรณี ในส่วนของสำนักงานฯ หากมีการประชุมหรือสัมมนาจะพิจารณาเฉพาะเท่าที่จำเป็นและต้องมั่นใจว่าเกิดความคุ้มค่าต่อผู้ประกันตน ขณะที่การจ่ายเงินสิทธิประโยชน์บางส่วนล่าช้า โดยเฉพาะกรณีว่างงานก็ได้เร่งดำเนินการ ล่าสุดสามารถโอนเงินว่างงานที่คงค้างอยู่ได้ประมาณ 2 แสนกว่าราย รวม 618 ล้านบาท

น.ส.กาญจนา กล่าวถึงยุทธศาสตร์การลงทุนว่า เงินที่นำไปลงทุนมีแนวทางบริหารจัดการเงินลงทุนอย่างโปร่งใสและเป็นมืออาชีพ เพื่อความยั่งยืนของกองทุน ล่าสุด บอร์ดได้เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การลงทุนฉบับที่ 5 ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2571-2572) โดยปรับสัดส่วนจากเดิมที่เน้นสินทรัพย์มั่นคงสูง 60% และสินทรัพย์เสี่ยงสูง 40% มาเป็น 50 ต่อ 50 ทั้งนี้คาดหวังผลตอบแทนจากที่ 5.2% ต่อปี เป็น 5.9% ต่อปี อยู่ระหว่างรอความเห็นชอบจากกระทรวงแรงงานและกระทรวงการคลัง

น.ส.กาญจนา กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กำลังเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานฯ  ซึ่งมีการแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนและพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งด้านการบริการและการลงทุนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกันตนและบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ ยังมุ่งหวังระบบประกันสังคมเป็นที่พึ่งของทุกคนในสังคมยามเดือดร้อน ประสบปัญหา และยืนหยัดดูแลสิทธิประโยชน์อย่างเต็มกำลังให้สมกับเจตนารมณ์การสร้างระบบประกันสังคม ให้เป็นที่พึ่งของผู้ประกันตน.