เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 ก.พ. 69 นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม พรรคกล้าธรรม (กธ.) ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคกล้าธรรม และนายนพดลชัย ประภัสสิริ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 17 เบอร์ 12 เขตหนองจอก คลองสามวา พร้อมด้วยคณะผู้สมัคร สส.กทม. พรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่พบปะพูดคุยตัวแทนชาวนา และเกษตรกรในพื้นที่ บริเวณทุ่งนา แขวงคลองสิบสอง เขตหนองจอก กรุงเทพฯ

โดยตัวแทนชาวนา กล่าวว่า รู้สึกดีใจ ที่ได้มาพบท่านปวีณา ตัวจริง เสียงจริง ลงพื้นที่พบชาวนาหนองจอก เพราะทุกคนต่างจำได้ดีว่า เมื่อครั้งท่านปวีณา เป็น สส. หลายสมัย นั้น ได้มาช่วยแก้ปัญหาหอยเชอรี่ระบาด กัดกินต้นข้าวในทุ่งนาให้ชาวนาหนองจอก ซึ่งตอนนั้นเดือดร้อนกันหนักมาก ท่านปวีณา ได้นำปัญหานี้เข้าสู่สภา และนำไปสู่การรณรงค์ทั้งปราบหอยเชอรี่จริงจังและใช้ประโยชน์จากหอยเชอรี่ที่มีโปรตีนสูง หากต้มสุกใช้ประกอบอาหาร สร้างรายได้ให้ชาวนาและยังนำไปเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง ทั้ง เป็ด ไก่ และอื่นๆ ช่วยพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ให้ชาวนาทั่วประเทศ นับจนถึงขณะนี้ชาวนาหนองจอก และชาวนาทั่วประเทศ ประสบปัญหอยเชอรี่ระบาดน้อยมาก เพราะนำหอยเชอรี่ไปสร้างรายได้ แก้ปัญหาปากท้องได้ นอกจากนี้ท่านปวีณา ยังช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวด้วยโครงการประกันราคาข้าวและยังมีโครงการขุดบ่อบาดาล 60 บ่อ แก้ปัญหาน้ำในลำคลองตื้นเขินอย่างดี ชาวหนองจอกจึงขอเป็นกำลังใจให้ท่านปวีณา ตลอดไป

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าชาวนาในพื้นที่หนองจอก และพื้นที่ใกล้เคียง ยังมีปัญหาทุกข์ร้อน เรื่องต้นทุนการผลิต คือราคาปุ๋ย และน้ำมันแพง ทำให้ชาวนามีภาระหนัก จึงอยากให้ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต้นทุนการผลิตดังกล่าวด้วย

ด้านนางปวีณา กล่าวว่า รู้สึกดีใจเช่นกันที่ได้มาพบปะและรับทราบปัญหาจากพี่น้องชาวนาทุกท่าน ซึ่งตนยังจำได้ดีว่า ช่วงเป็น สส. หลายสมัย ลงพื้นที่หนองจอกหลายครั้ง มีครั้งหนึ่งระหว่างลงพื้นที่พร้อมบุตรชายที่ยังเล็กมาก มีชาวนามาบอกว่า วัวคลอดลูกสีขาว จึงมาขอให้ตั้งชื่อให้วัวด้วย ดิฉันจึงตั้งชื่อว่า “นุ่น” และยังให้บุตรชาย นำกระดิ่งไปแขวนที่คอของน้องวัวด้วย สร้างความประทับใจให้บุตรชาย และตนเองอย่างมาก และไม่เคยลืมเหตุการณ์นี้เลย

จากนั้น นางปวีณา พร้อมคณะผู้สมัคร สส.กทม.พรรคกล้าธรรม เดินทางไปเยี่ยมชม “ตลาด 100 ปี หนองจอก” ซึ่งถือเป็นพื้นที่ชุมชนวิถีชาวไทย 3 ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ อิสลาม อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาช้านาน และต่างนำ อาหาร ขนม พื้นถิ่นมาขายให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปที่เดินทางผ่านเข้ามา ทั้งสัญจรทางถนน และวิถีริมคลอง ซึ่งวันนี้พบว่าร้านค้า วิถีชาวบ้านลดน้อยลง ไม่คึกคักเหมือนอดีตที่ผ่านมา

นางปวีณา กล่าวว่า การลงพื้นที่หนองจอกวันนี้ นอกจากรับฟังปัญหาพี่น้องชาวนาแล้ว ยังมองว่าเรายังสามารถผลักดันให้พื้นที่ปลูกข้าวหนองจอกเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้คนไทย โดยเฉพาะเด็กเยาวชน ได้เห็นวิถีชาวนาใกล้กรุงเทพฯ สร้างรายได้ให้ชุมชน รวมถึงการฟื้นวิถีท่องเที่ยว “ตลาด 100 ปีหนองจอก” ให้กลับมีชีวิตชีวา สร้างรายได้ชาวบ้านในชุมชนมากขึ้น

“รายได้ของประเทศ มาจากการท่องเที่ยวและการส่งออก ดังนั้นพื้นที่เขตหนองจอก ทั้งแขวงคลอง 12 ที่เป็นทุ่งนาปลูกข้าว ตลอดจนตลาด 100 ปีหนองจอก จะต้องได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และพลิกฟื้นเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน เพื่อสร้างรายได้ด้านท่องเที่ยว สอดคล้องกับนโยบายด้านท่องเที่ยวของพรรคกล้าธรรม ที่จะสนับสนุนเมืองรอง เป็นเมืองหลักท่องเที่ยว ซึ่งหากเปรียบเทียบกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลักฉันใด เขตหนองจอกที่อยู่ห่างไกล ก็สามารถส่งเสริมเป็นเขตท่องเที่ยวหลักเชิงเกษตร และพลิกฟื้นวิถีท่องเที่ยวชุมชนตลาด 100 ปี หนองจอก ให้สร้างรายได้ในพื้นที่มากขึ้น” นางปวีณา กล่าว.