นางสาวพัชรินทร์ รัตนวิภา ผู้ตรวจการ สนง.กกต. ได้เขียนบทความ ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ร่วมกับการเลือกตั้ง ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย เนื่องจากวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นวันเลือกตั้ง สส.+ออกเสียงประชามติ ไปด้วยกัน ซึ่งการเลือกตั้ง สส. คนไทยคุ้นเคยและเข้าใจถึงระบบการเลือกตั้งมาแล้ว แต่ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 17.00 น. ถือเป็นความพิเศษและเป็นครั้งแรกของคนไทยที่ต้องใช้สิทธิเลือก สส. และการออกเสียงประชามติไปพร้อม ๆ กัน จึงขอใช้พื้นที่นี้กล่าวถึงการออกเสียงประชามติ ซึ่งมีความสำคัญต่อคนไทยไม่น้อยไปกว่าการเลือกตั้ง สส. เลย
การออกเสียงประชามติ (Referendum) ตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ (Modern Direct Democracy) เป็นกลไกการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามหลักประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative democracy) คือการที่รัฐคืนอำนาจการตัดสินใจ ให้แก่ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย โดยที่รัฐจะขอความเห็นชอบจากประชาชน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ ที่เป็นการให้คำปรึกษาหารือ หรือวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเสนอกฎหมาย การเข้าเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ การออกกฎหมายต่างๆของรัฐสภา หรือ การทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นการถ่วงดุลอำนาจขององค์กรหรือสถาบันที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ให้มีการดำเนินการใด ๆ โดยไม่ได้ฟังเสียงที่แท้จริงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การออกเสียงประชามติของประชาชนจะเป็นเครื่องมือที่กำหนดทิศทางการเมืองการปกครองได้เป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นเจตจำนงทั่วไป (general will) ของประชาชนที่มีความต้องการหรือปรารถนาในเรื่องนั้น ๆ ที่จะให้เกิดขึ้นในสังคมการเมือง อันจะส่งผลต่อวิถีการดำรงชีวิตของตนและต่อระบอบการปกครองในอนาคต
การออกเสียงประชามติของประชาชนที่จะสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนได้นั้น ประชาชนจะต้องได้รับข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจอย่างครบถ้วนและถูกต้อง คำถามที่ออกมาเพื่อสอบถามประชาชนนั้นจะต้องมีความชัดเจน และผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต้องมีโอกาสในการแสดงออกและรณรงค์อย่างเต็มที่โดยไม่มี การปิดกั้นจากภาครัฐ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอถึงสาระสำคัญของการจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ความสำคัญของการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ และเชิญชวนคนไทยผู้มีสิทธิออกเสียงไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติให้มากที่สุด
สาระสำคัญของการจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1) ประเด็นคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
2) เหตุผลความจำเป็น เพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ชี้ชัดไว้ว่า “ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติ “ให้ความเห็นชอบ” ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน โดยต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 และ 2 อาจทำพร้อมกันได้” ประกอบกับเพื่อให้สอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่ว่า “จะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยรับฟังเสียงของ พี่น้องประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
3) ขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินกิจการในเรื่องที่ทำประชามติในครั้งนี้
3.1) ขั้นตอนการออกเสียงประชามติ ครั้งที่ 1
(1) กรณีการออกเสียงประชามติเสียงข้างมาก“ไม่เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ผลคือ ไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
(2) กรณีการออกเสียงประชามติเสียงข้างมาก“เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ผลคือ สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในขั้นตอนต่อไปได้ โดยเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม เพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และสาระสำคัญ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) แล้วเสนอรัฐสภาพิจารณา
3.2) ขั้นตอนการออกเสียงประชามติ ครั้งที่ 2 เมื่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ จัดให้มี การออกเสียงประชามติครั้งที่ 2 ว่าจะเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และสาระสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญ
ฉบับใหม่ ตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
- กรณีการออกเสียงประชามติเสียงข้างมาก“ไม่เห็นชอบ” ” ผลคือ ไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
- กรณีการออกเสียงประชามติเสียงข้างมาก“เห็นชอบ” ผลคือ สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญ
ฉบับใหม่ต่อไปได้ แล้วนำเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ จากนั้นจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งที่
3.3) ขั้นตอนการออกเสียงประชามติ ครั้งที่ 3
- กรณีการออกเสียงประชามติเสียงข้างมาก “ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ผลคือ ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- กรณีการออกเสียงประชามติเสียงข้างมาก“เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ผลคือ นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดังกล่าว นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
สำหรับข้อดี
- ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญและทำให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จัดทำขึ้นในขณะที่ประเทศ ไม่ได้ปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและมีรัฐสภาที่มาจากการแต่งตั้ง จึงทำให้บทบัญญัติบางประการไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย
- รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติหลายประการที่มีปัญหาในการบังคับใช้ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ จะทำให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติที่มีประเด็นปัญหาไปในคราวเดียวกัน ซึ่งจะทำให้รัฐธรรมนูญมีเนื้อหาที่สมบูรณ์และส้อดคล้องกันทั้งฉบับ
ส่วนข้อเสีย
- การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา เนื่องจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา สามารถจำกัดขอบเขตการโต้เถียง ให้อยู่ในประเด็นที่แคบลง และทำให้ทุกฝ่ายสามารถมีข้อสรุปร่วมกันได้ง่ายยิ่งขึ้น
- การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการออกเสียงประชามติมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งในการจัดทำประชามติแต่ละครั้งต้องใช้ประมาณ 112,469,600 บาท
การออกเสียงประชามติก็มีความสำคัญ อีกทั้งกฎหมายกำหนดเป็น “หน้าที่” ให้ผู้มีสิทธิไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ หากผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงและมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงภายในช่วงเวลาที่กำหนด จะถูกจำกัดสิทธิหลายประการ อาทิ สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็น สว. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการประชามติตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนไม่ได้มีเพียงการไปใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น การออกเสียงประชามติ เป็นอีกหนึ่งกลไกที่กฎหมายรับรองและกำหนดให้เป็นหน้าที่ของประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจสูงสุด ในระบอบประชาธิปไตย จะได้ตัดสินใจกำหนดทิศทางด้วยตนเองในประเด็นที่สำคัญที่จะส่งผลต่อประโยชน์ ของประเทศชาติและตัวประชาชน
นางสาวพัชรินทร์ กล่าวว่า เมื่อประชาชนผู้มีสิทธิ์มีโอกาสในการตัดสินใจแล้วก็ควรไปออกเสียงประชามติ แต่ขอให้ศึกษาทำความเข้าใจให้ให้ถ่องแท้ และเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียของการจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พิจารณาด้วยสติปัญญาและวิจารณญาณของ แต่ละคน แล้วพร้อมใจกันไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ณ สถานที่ออกเสียงตามที่อยู่ทะเบียนบ้านที่ตนมีรายชื่อ หรือสถานที่ออกเสียงนอกเขตออกเสียงตามที่ตนเองได้ลงทะเบียนไว้แล้ว โดยการทำเครื่องหมายกากบาท (X) ในช่อง “เห็นชอบ” หรือ “ ไม่เห็นชอบ” หรือ “ไม่แสดงความเห็น” แล้วแต่กรณี อย่าลืม ! 1 เสียงของท่าน มีความสำคัญยิ่ง อนาคตของประเทศไทยจะเป็นเช่นไร (ดีขึ้น – แย่ลง – เหมือนเดิม) ขึ้นอยู่กับทุกคนแล้ว ชวนกันออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติเพื่อร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 น. – 17.00 น. โดยพร้อมเพรียงกัน



