สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงการที่สนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “นิว สตาร์ต” (NEW START) ซึ่งถือเป็นกรอบความร่วมมือระดับทวิภาคีด้านนิวเคลียร์ ที่กำหนดข้อจำกัดสุดท้ายสำหรับสองมหาอำนาจนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก คือรัสเซียและสหรัฐ หมดอายุเมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่าควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ของสหรัฐเริ่มดำเนินการ เพื่อจัดทำสนธิสัญญาฉบับใหม่ ที่ได้รับการปรับปรุงและทันสมัย ซึ่งสามารถคงอยู่ต่อไปได้ยาวนานในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่ว่า รัฐบาลวอชิงตันและรัฐบาลมอสโก จะยังคงยึดถือเงื่อนไขของสนธิสัญญา นิว สตาร์ต ที่หมดอายุก่อนไปแล้ว ในระหว่างที่การเจรจาข้อตกลงใหม่ยังดำเนินอยู่หรือไม่ นางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า “เท่าที่ทราบคือไม่มีการตกลงเช่นนั้น”
President Trump announced that he wants the U.S. to negotiate a new strategic arms treaty following the lapse of the last major nuclear pact with Russia. https://t.co/M2xAcGbF4T
— The Wall Street Journal (@WSJ) February 5, 2026
ด้านนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า ตอนนี้ไม่ถือว่า รัสเซียต้องผูกพันกับข้อจำกัดเรื่องจำนวนหัวรบนิวเคลียร์อีกต่อไป เนื่องจากการสิ้นสุดของสนธิสัญญานิว สตาร์ต
ขณะที่กลุ่มนักรณรงค์ด้านนิวเคลียร์หลายกลุ่มเตือนว่า การสิ้นสุดของสนธิสัญญานิว สตาร์ต อาจจุดชนวนการแข่งขันสะสมอาวุธระดับโลกขึ้นมาอีกครั้ง และเรียกร้องให้มหาอำนาจนิวเคลียร์เข้าสู่กระบวนการเจรจาโดยเร็ว
สำหรับสนธิสัญญานิว สตาร์ต นั้น ลงนามครั้งแรกเมื่อปี 2553 จำกัดให้รัสเซียและสหรัฐมีหัวรบนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ที่ติดตั้งพร้อมใช้งานได้ไม่เกิน 1,550 หัวรบ ซึ่งเป็นการลดจำนวนลงเกือบ 30% จากขีดจำกัดเดิมที่เคยกำหนดไว้เมื่อปี 2545
นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังอนุญาตให้แต่ละฝ่ายสามารถเข้าไปตรวจสอบคลังอาวุธนิวเคลียร์ในสถานที่จริงของอีกฝ่ายหนึ่งได้ แต่การตรวจสอบเหล่านี้ได้ถูกระงับไปในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และยังไม่มีการกลับมาดำเนินการตรวจสอบอีกเลยนับตั้งแต่นั้นมา.
เครดิตภาพ : AFP



