เจาะลึกสถิติการเลือกตั้งไทยรอบ 10 ปี เปรียบเทียบงบประมาณ กกต. และเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงการเลือกตั้งปี 2569 พบงบจัดการเลือกตั้งพุ่งสูงถึง 7,824 ล้านบาท พร้อมวิเคราะห์เงินสะพัดกว่า 60,000 ล้านบาท ที่ไหลเข้าสู่ท้องถิ่น ทั้งงบหาเสียงและนโยบายประชานิยมจากพรรคการเมืองใหญ่ สรุปครบจบในที่เดียว!
การเลือกตั้งของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวของเม็ดเงินอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในส่วนของงบประมาณภาครัฐที่ใช้จัดงาน และเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจที่เกิดจากการหาเสียงและกิจกรรมทางการเมือง
สรุปสถิติและตัวเลขประมาณการที่น่าสนใจ
1.งบประมาณที่ใช้ในการจัดเลือกตั้ง (งบ กกต.)
งบประมาณส่วนนี้คือเงินภาษีที่ใช้ในการบริหารจัดการ เช่น พิมพ์บัตร, ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ และการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
- การเลือกตั้งปี 2562 : ใช้งบประมาณประมาณ 4,220 ล้านบาท
- การเลือกตั้งปี 2566 : ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,945 ล้านบาท
- การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 : ข้อมูลล่าสุด (ณ ต้นปี 2569) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับการอนุมัติงบประมาณรวมทั้งสิ้น 7,824 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดการเลือกตั้ง สส. และการทำประชามติ
“งบประมาณปี 2569 นี้ พุ่งสูงขึ้นกว่าปี 2566 (ซึ่งใช้อยู่ที่ประมาณ 5,945 ล้านบาท) ถึงเกือบ 2,000 ล้านบาท เนื่องจากภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและการเตรียมพร้อมรับมือกับการเลือกตั้งที่ถูกคาดการณ์ว่าจะมีการแข่งขันสูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์”
2.เงินสะพัดและเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
เป็นตัวเลขจากการประเมินของสถาบันทางเศรษฐกิจ (เช่น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย) ซึ่งรวมถึงการจ้างงานทำป้ายหาเสียง, รถแห่, การจัดเวที อีเวนต์ปราศรัย และการบริโภคในช่วงเลือกตั้ง
- เลือกตั้งปี 2562 มีเงินหมุนเวียนประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท
- เลือกตั้งปี 2566 เงินสะพัดไม่น้อยกว่า 100,000-120,000 ล้านบาท ซึ่งช่วยกระตุ้น GDP ได้ประมาณ 0.5-0.7%
- เลือกตั้งปี 2569 ล่าสุด ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ได้ประเมินเงินสะพัดไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท
ช่วงเลือกตั้งจะมีการจับจ่ายใช้สอยในระดับท้องถิ่นสูงขึ้นมาก เช่น ร้านอาหาร, ที่พัก และการเดินทาง ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้น GDP ในไตรมาสแรกของปีให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.5-0.7%
หมายเหตุ : ตัวเลขปี 2566 ที่พุ่งสูงกว่าปีอื่นเนื่องจากเป็นช่วงฟื้นตัวจากโควิด-19 และมีการอัดฉีดงบประมาณนโยบายที่รุนแรงกว่าปกติ

*งบประมาณปี 2569 จำนวน 7,824 ล้านบาท เป็นงบที่รวมการจัดการเลือกตั้ง สส. และการจัดทำประชามติในคราวเดียวกัน
3.สถิติ “เงินจ่ายซื้อเสียง” (ประมาณการจากโพลและงานวิจัย)
เรื่องนี้เป็น “เงินนอกระบบ” จึงไม่มีสถิติทางการ แต่มีการสำรวจและประเมินจากภาคประชาสังคมและนักวิชาการ
จากการสำรวจในช่วงการเลือกตั้งปี 2569 พบว่ามีตัวเลขตั้งแต่ 300-3,000 บาทต่อราย ในต่างจังหวัด แต่ที่น่าตกใจคือผลสำรวจล่าสุดในบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ มีการระบุ ตัวเลขสูงถึง 7,500 บาทต่อหัว ในบางเขตที่มีการแข่งขันดุเดือด
ปัจจุบันไม่ได้มีแค่การจ่ายเงินสด แต่เริ่มมีการใช้ “Digital Money” เช่น การโอนผ่านพร้อมเพย์ หรือการจ้างงานแฝงเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบของ กกต.
การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายหาเสียงของแต่ละพรรคในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีความน่าสนใจที่ “ประเภทของเงิน” โดยแบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลักคือ เงินที่พรรคใช้จ่ายจริงเพื่อการหาเสียง (ตามรายงาน กกต.) และงบประมาณที่พรรคนำเสนอผ่านนโยบาย (เงินภาษีที่จะใช้หากได้เป็นรัฐบาล)
เปรียบเทียบ “เงินที่พรรคใช้จ่ายเพื่อการหาเสียง”
คือเงินที่พรรคควักกระเป๋าจ่ายค่าป้าย, ค่ารถแห่, ค่าโฆษณาโซเชียล และค่าจัดเวที ซึ่งกฎหมายกำหนดเพดานไว้ (เช่น ปี 2566 พรรคใช้ได้ไม่เกิน 44 ล้านบาท)
- พรรคประชาชน (เดิม : ก้าวไกล/อนาคตใหม่) ปี 2562 ประมาณ 25 ล้านบาท, ปี 2566 อยู่ที่ 40.9 ล้านบาท (ใช้สูงสุด) ส่วน ปี 2569 คาดว่าเต็มเพดาน
- พรรคเพื่อไทย ปี 2562 ประมาณ 35 ล้านบาท, ปี 2566 อยู่ที่ 40.2 ล้านบาท และ ปี 2569 คาดว่าเต็มเพดาน
- พรรคภูมิใจไทย ปี 2562 ประมาณ 30 ล้านบาท, ปี 2566 อยู่ที่ 38.4 ล้านบาท และ ปี 2569 คาดว่าเต็มเพดาน
- พรรคประชาธิปัตย์ ปี 2562 ประมาณ 33 ล้านบาท, ปี 2566 อยู่ที่ 34.4 ล้านบาท และ ปี 2569 คาดว่าเต็มเพดาน
หมายเหตุ: ตัวเลขปี 2562 เป็นค่าประมาณการเบื้องต้น ส่วนปี 2566 เป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการจาก กกต.
เปรียบเทียบ “งบประมาณนโยบายหาเสียง” เลือกตั้ง 2569
นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดในการเลือกตั้งปี 2569 คือการแข่งกันที่งบประมาณของนโยบาย หากได้รับเลือกเป็นรัฐบาล ซึ่ง กกต. บังคับให้ทุกพรรคต้องแจ้งวงเงินที่ใช้ต่อนโยบาย
- พรรคประชาชน : เสนอนโยบายรวมวงเงินประมาณ 7.4 แสนล้านบาท/ปี (เน้นสวัสดิการถ้วนหน้า)
- พรรคประชาธิปัตย์ : เสนอนโยบายรวมวงเงินประมาณ 5.3 แสนล้านบาท/ปี (เน้นประกันรายได้เกษตรกร)
- พรรคกล้าธรรม : เสนอนโยบายรวมวงเงินประมาณ 4.4 แสนล้านบาท/ปี
- พรรคเพื่อไทย : เสนอนโยบายรวมวงเงินประมาณ 2.4 แสนล้านบาท/ปี
- พรรคภูมิใจไทย : เสนอนโยบายรวมวงเงินประมาณ 1.4 แสนล้านบาท/ปี
จุดสังเกต : ในปี 2569 มีพรรคขนาดเล็กบางพรรคเสนอนโยบายที่ใช้เงินมหาศาลหลักล้านล้านบาท (เช่น พรรคเศรษฐกิจใหม่ หรือพรรคท้องที่ไทย) ซึ่งนักวิชาการจาก TDRI ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นตัวเลขที่เกินจริง หรือกระทบต่อเสถียรภาพการคลังอย่างรุนแรง

หมายเหตุ: *พรรคประชาธิปัตย์ เป็นงบนโยบายตลอด 4 ปี
สรุปความเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งในรอบ 10 ปี
1.จาก “ป้าย” สู่ “ยิงแอด (โฆษณา)” : ปี 2562 เริ่มมีการใช้โซเชียลมีเดีย แต่ปี 2566 และ 2569 งบประมาณถูกโยนไปที่การจ้าง Influencer และการทำ Content ออนไลน์สูงขึ้นมาก
2.สงครามประชานิยม : วงเงินนโยบายพุ่งสูงขึ้นจากหลัก “หมื่นล้าน” ในอดีต มาเป็นหลัก “แสนล้าน” และ “ล้านล้าน” ในปัจจุบัน
3.การจ่ายเงินรายหัว : สถิติจากโพลระบุว่า ในปี 2569 มีความพยายามจ่ายเงินซื้อเสียงต่อหัวที่สูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ที่บางเขตพุ่งไปถึง 7,500 บาทต่อหัว เนื่องจากเป็นการสู้กันแบบ “แพ้ไม่ได้” ของพรรคใหญ่
ที่มาข้อมูล : “เดลินิวส์” รวบรวมจาก กกต., มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย,โพลและงานวิจัยจากสำนักต่างๆ ณ วันที่ 6 ก.พ. 69



