เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่วัน แบงคอก ฟอรั่ม  นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตามภารกิจ  กล่าวตอนหนึ่งในการปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์  ว่า  การประกาศยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งครั้งนี้ มีนัยยะทางการเมืองซ่อนอยู่ ใช้เหตุผลทางการเมืองล้วนๆ ทั้งที่ขณะนั้นกำลังเกิดวิกฤติมหาอุทกภัยในอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รัฐบาลยังไม่ได้ออกมาตรการเยียวยาอย่างครบถ้วน และการยุบสภาเกิดขึ้นแบบที่สส.ไม่ทันตั้งตัว  ประชาชนบอกว่าการเมืองของบ้านเราเละเทะ ย้อนไปดูที่การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ก่อนการเลือกตั้งมีการต่อสู้ทางการเมืองของ 2 ขั้ว โดยมี 3 พรรคการเมือง ซึ่งพรรคหนึ่งประกาศเปลี่ยนแปลงทุกเรื่องด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่อีก 2 พรรคเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคเพื่อไทย ที่อยู่ในระบอบทักษิณ ขณะที่อีกพรรคซึ่งเกิดขึ้นจากผู้มีอำนาจ และมีอินฟลูเอนเซอร์นำเสนอการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์เหมือนกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าการเมืองเมื่อปี 2566 เป็นการเมืองของ “ดีลลับ” ในวงการเมืองที่รู้กันว่าเขามีการวางตัวคนที่จะมาเป็นรัฐบาลไว้ก่อนรู้ผลการเลือกตั้ง ส่วนประชาชนคนนอกรู้เพียงข่าวซุบซิบ

นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า  เมื่อการเลือกตั้งจบลง การเมืองที่มีดีลลับซ่อนอยู่ ทำให้พรรคเพื่อไทยประกาศถอนตัวจากการจับมือกับพรรคก้าวไกล แล้วไปร่วมมือกับพรรคการเมืองอื่นตั้งรัฐบาล และผลจากดีลลับนี้ทำให้คนที่อยู่บ้านไกลได้กลับสู่กรุงเทพมหานคร แล้วทำให้เกิดแรงกระเพื่อมรุนแรงต่อการเมือง ตัวนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นไม่มีความหมาย อีกทั้งรัฐบาลที่มาจากดีลลีบ มีสิ่งสำคัญซ่อนอยู่ คือ 1.ผลักดันกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนคอมเพล็กซ์มา เพื่อให้ตัวเองได้เงินจากกาสิโน อีกทั้งในรัฐบาลชุดถัดมา มีการลงนามในเอ็มโอยูระหว่างนักธุรกิจต่างชาติ กับรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฯ ซึ่งซ่อนสิ่งที่หลบกฎหมาย และธุรกิจผิดกฎหมาย รวมถึงรัฐบาลดีลลับมีเรื่องสีเทาเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยบางคนที่มี่ตำแหน่งในรัฐบาลเกี่ยวพันกับบุคคลที่สภาสหรัฐอเมริกาใส่ชื่อในกฎหมายต่อต้านสแกมเมอร์ 2 คน ส่วนสส.ในหลายพรรค เป็นตัวแทนของนายทุนเทาที่เป็นเจ้าของพรรค ดังนั้น ดีลลับนี้จึงเปิดประตูให้หลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุนเทาเข้ามากุมอำนาจรัฐและอำนาจในรัฐสภา ถือว่าน่ากลัวมาก

นายสาทิตย์ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลเพราะมีความขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทยเรื่องตำแหน่งรมว.มหาดไทย ไม่ใช่เรื่องคลิปอังเคิล แล้วเรื่องคลิปนี้ทำให้เกิดเรื่องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายแล้วทำให้นายกฯ ต้องออกจากตำแหน่ง จึงนำมาสู่การเกิดตำนานรัฐบาลเสียงข้างน้อย ดังนั้น ที่มีคนบอกว่า “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” จึงต้องถามว่า “เรา” คือใคร และ “เขา” คือใคร เพราะพวกคุณเคยจัดตั้งรัฐบาลด้วยกันมาแล้ว และไม่รู้ว่าพวกเขาเจรจากันอย่างไร ที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยประกาศเป็นแกนนำรัฐบาลเสียงข้างน้อย ขณะที่พรรคประชาชนประกาศตัวว่าถ้าพรรคภูมิใจไทยยินยอมเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เขาก็จะสนับสนุนให้ตั้งรัฐบาล แล้วตัวเองเป็นฝ่ายค้าน แล้วนำไปสู่การเซ็นเอ็มโอเอ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายพรรคประชาชนเจอสอดไส้เรื่องอำนาจของ สว. ทำให้เดินหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรมนูญไปไม่รอด ถือว่าพรรคประชาชนโดนหลอกเต็มๆ ถูกหักหลัง

นายสาทิตย์ กล่าวว่า  พรรคภูมิใจไทยตั้งใจสอดไส้เรื่องอำนาจของ สว.ในครั้งนั้น อาจเรียกได้ว่าเขาเตรียมตัวมาก่อนแล้วว่าต้องการให้ยุบสภา เพราะเห็นได้ชัดจากเนื้อหาพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร และพรรคภูมิใจไทยเตรียมตัวมาล่วงหน้าแล้วว่าต้องการเป็นรัฐบาลรักษาการที่จะทำให้กุมกลไกอำนาจต่างๆได้อย่างที่ทุกคนได้เห็นแล้ว อีกทั้งมีสิ่งที่ประชาชนต้องเห็น คือมีสส.ย้ายพรรคมากที่สุด ย้ายไปรวมอยู่ในบางพรรค  อย่างไรก็ตามการยุบสภาที่เกิดขึ้นนี้เป็นการทิ้งปัญหาเรื่องทุนสีเทาและสแกมเมอร์ให้ได้กุมอำนาจรัฐบาลและอำนาจในรัฐสภาต่อไป ดังนั้นการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ครั้งนี้ จึงได้สร้างมาตรฐานใหม่ คือการไม่ร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม และการประกาศนโยบายต้องสร้างการเมืองสุจริต