วันที่ 7 ก.พ. กกต. เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง การส่งมอบบัตร ส่งมอบหีบเก็บบัตร นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.ไปรับฟังสรุปภาพรวมการดำเนินงาน และสังเกตการณ์การส่งมอบบัตรเลือกตั้ง วัสดุอุปกรณ์ จำนวน 213 หน่วย รวมทั้งเตรียมการจัดหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 1 นครปฐม ณ สำนักงานเทศบาลตำบลธรรมศาลา ส่วนพื้นที่อื่นๆ ก็ส่งมอบหีบและอุปกรณ์จัดเลือกตั้ง เตรียมความพร้อมกาบัตรเลือกตั้ง-ประชามติ วันที่ 8 ก.พ.

ว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.แถลงว่า การเลือกตั้ง 8 ก.พ. มีหน่วยเลือกตั้ง 99,538 หน่วย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 52 ล้านคนเศษ ศาลฎีกาได้มีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้สมัครแบบแบ่งเขต จำนวน  20 คน พรรคดัง อาทิ นายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ จ.นครราชสีมา เขต 13 หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม น.ส.ชญานันท์ จินดาเจี่ย จ.ราชบุรี เขต 3 หมายเลข 8 พรรคเพื่อไทย นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ จ.ตาก เขต 3 หมายเลข 6 พรรคประชาชน นายชลสิทธิ แก้วยะรัตน์จ.ภูเก็ต เขต 2 หมายเลข 1 พรรคกล้าธรรม นายกิตษณัฐ อินทร์พรหม จ.นครศรีธรรมราช เขต 3 หมายเลข 4 พรรคเพื่อไทย  

นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ จ.นครศรีธรรมราช เขต 7 เบอร์ 3 พรรคกล้าธรรม (บิ๊กโอ เคยเป็น สส.นครศรีธรรมราช ที่ชนะเลือกตั้งซ่อม) นายสมชัย นันทาภิรัตน์ จ.พระนครศรีอยุธยา เขต 5 หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม นายชาติชาย จันทร์สวย จ.อุดรธานี เขต 10 หมายเลข 6 พรรคประชาธิปัตย์ นายชัยยุตต์ เกิดหลำ จ.สระบุรี เขต 2 หมายเลข 6 พรรคกล้าธรรม หากกาเลือกจะเป็นบัตรเสีย ศาลฎีกายังมีคำสั่งถอนรายชื่อผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ 31 ราย ส่วนใหญ่เป็นพรรคเล็ก มีคนดังบ้าง อาทิ นายไชยยศ จิระเมธากร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 29 พรรคประชาธิปัตย์ พลเอก เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 10 พรรคกล้าธรรม  

“หากเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 ก.พ. แล้ว ไม่ได้ไปใช้สิทธิ จะไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.ได้ เนื่องจากขาดจากการเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงในหน่วยเลือกตั้งเดิมที่มีชื่ออยู่ แต่ยังสามารถไปออกเสียงประชามติได้ตามปกติ ส่วนกรณีหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติเป็นคนละที่กันนั้น จะเป็นคนละหน่วยเฉพาะกรณีลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าไว้ที่หน่วยเลือกตั้งกลาง แต่ไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต หรือกรณีลงทะเบียนประชามตินอกเขตจังหวัด ก็จะทำให้หน่วยออกเสียงเป็นคนละที่กัน

สำนักงาน กกต. ชี้แจงภาพรวมขั้นตอนการส่งคะแนนการเลือกตั้ง สส.และการออกเสียงประชามติ วันที่ 8 ก.พ.2569 จากหน่วยเลือกตั้งจนถึงมือประชาชน ผ่านระบบ “ECT Report 69” ดังนี้ 1. การนับคะแนน ณ หน่วยเลือกตั้ง หลังปิดการลงคะแนนเวลา 17.00 น.  จะนับคะแนนบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต,  สส. แบบบัญชีรายชื่อ และการออกเสียงประชามติ ณ ที่เลือกตั้ง  2. เมื่อนับคะแนนเสร็จสิ้น กปน. จะบันทึกผลคะแนนผ่านระบบ ECT Report 69

3.ข้อมูลที่ส่งมาจากหน่วยเลือกตั้งจะถูกส่งไปยัง ศูนย์รวมคะแนนอำเภอ เพื่อทำการตรวจสอบความถูกต้อง 4. จากนั้น ระบบจะรวบรวมและประมวลผลคะแนน (ทั้ง สส. แบบแบ่งเขต สส. แบบบัญชีรายชื่อ และการออกเสียงประชามติ) เพื่อนำเสนอในรูปแบบ Dashboard (ข้อมูลหน้าเดียว) คาดว่าจะเริ่มรายงานผลคะแนนได้ตั้งแต่เวลา 18.30 น. ระบบจะรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการไม่เกิน 95% ของจำนวนหน่วยเลือกตั้งในแต่ละเขต

ประชาชนสามารถติดตามผลคะแนนแบบเรียลไทม์ได้ทีเว็บไซต์ https://ectreport69.ect.go.th สำหรับกระบวนการหลังวันเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ผลคะแนนจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ก่อนประกาศผลอย่างเป็นทางการ กรณีการประกาศผลการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ กกต. ตรวจสอบและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง ส่วนการคัดค้านการเลือกตั้ง สส. กรณีทั่วไป ยื่นคัดค้านได้ ตั้งแต่วันที่ กกต. ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งจนถึง 30 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง

การประกาศผลการออกเสียงประชามติ เมื่อการออกเสียงเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ประกาศผลไม่เกิน 30 วันนับแต่วันออกเสียง การคัดค้านการออกเสียงประชามติยื่นคัดค้านได้ภายใน 48 ชั่วโมงตั้งแต่การออกเสียงสิ้นสุดลง  

ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.แถลงว่า สำหรับการป้องกันปราบปรามการซื้อเสียง สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดในจังหวัดเชียงรายได้ พบว่ามีการทำโพยซื้อเสียงจำนวนร้อยกว่ารายชื่อ พร้อมกับเงินสด 6 หมื่นกว่าบาท โดยร่วมกับตำรวจขยายผลสืบสวนต่อไป รวมทั้งจับกุมผู้ทำความผิดที่ จ.สุราษฎร์ธานี กรณีนี้พบบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในลักษณะที่จะซื้อเสียง 100 กว่าราย โดยอยู่ในระหว่างดำเนินการขยายผล

รวมทั้งยังพบกรณีต้องสงสัยที่ จ.สกลนคร จ.นครศรีธรรมราช และอีกหลายพื้นที่ซึ่งทั้งหมดได้มีการตั้งเรื่องสอบสวนแล้ว สำหรับกรณีที่ต้องสงสัยต้องสงสัยการซื้อเสียงจ.สุราษฎร์ธานี ก่อนหน้านี้ เป็นคนละกรณีกับที่มีการจับกุมในวันที่ 7 ก.พ. มีรายงานว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งข้อมูลการเบิกเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติและอาจนำไปกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมายังสำนักงาน กกต. เพิ่มเติมอีก 11 บัญชี จากที่ก่อนหน้านี้มีการส่งมาแล้ว 6 บัญชี

ทางสำนักงานฯ ได้แจ้งข้อมูลที่ได้รับไปยัง ผอ.กต.ประจำจังหวัดที่ทาง ธปท.แจ้งว่าพบความปกติของการเบิกเงิน โดยสั่งการให้มีการเฝ้าระวัง ติดตามการกระจายของเงินที่อาจจะใช้ไปในการซื้อเสียงเลือกตั้ง รวมถึงป้องปรามไม่ให้มีการจ่ายซื้อเสียงได้ ยังมีรายงานว่าในหลายพื้นที่ของภาคใต้และภาคอีสานพบความเคลื่อนไหวว่ามีการเตรียมการซื้อเสียง 

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการหาเสียงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ.ซึ่งต้องหยุดหาเสียงเวลา 18.00 น. ที่สวนสุขภาพแต้จิ๋ว “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่ช่วย “ส้ม”น.ส.พัชรินทร์ ซําศิริพงษ์ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพ เขตสาทร ปทุมวัน ราชเทวี หาเสียง นายอนุทินพูดภาษาจีนทักทายประชาชนที่มาออกกำลังกายซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์ว่า ย่านนี้คือแถวบ้านที่ตนโตมา ช่วงหนึ่งยังมีประชาชนขอให้นายอนุทินปิดด่านและเราจะกาเบอร์ 37 ให้  

พรรค ปชน. นำโดย “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรค นำทัพคาราวานหาเสียงลงพื้นที่ จ.นนทบุรี เพื่อขอคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย ปิดฉากคาราวานด้วยขบวนรถแห่จะมุ่งหน้าไปยัง ห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อปราศรัยปิดท้ายการหาเสียงอย่างเป็นทางการ การลงพื้นที่ในวันนี้ถือเป็นการแสดงพลัง และสื่อสารความพร้อมในการเป็นรัฐบาล  

“หัวหน้าเท้ง” ให้สัมภาษณ์ว่า การหาเสียงโค้งสุดท้ายคือย้ำว่า ถ้าอยากเปลี่ยนประเทศ อยากได้รัฐบาลประชาชน ต้องกาพรรค ปชน.สองใบ เชื่อว่าจำนวน สส. ได้เพิ่มมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน จะทะลุไปเกิน 250-280 เสียงหรือไม่อยู่ที่พ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคน ยิ่งประชาชนมอบคะแนนเสียงให้เรามากขึ้นเท่าไรเกิน 20 ล้านเสียงยิ่งดี เพราะจะเป็นการการันตีการตั้งรัฐบาลประชาชนได้อย่างแน่นอน มีการวิเคราะห์จำนวน สส.ที่ได้ มั่นใจว่าเกิน 200 คนแน่นอน

จากกรณีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.คมนาคม นักการเมืองไทยระดับรัฐมนตรี  ซื้อเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream G550 จากนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ “เบน สมิธ” นักธุรกิจชาวต่างชาติ ซึ่งถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินในคดีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ มูลค่าราว 800 ล้านบาท แต่แจ้งมูลค่าต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพียง 30 ล้านบาท ที่เหลือของพี่น้อง

“สส.ใบพลู” รังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวว่า กำลังตรวจสอบว่าเครื่องบินลำดังกล่าวเป็นของใครกันแน่ มีความกังวลว่าการจ่ายเงินไปที่ธนาคารบีไอซีอาจจะไม่ใช่เครื่องบินของนายเบนจามิน แต่อาจเป็นของนายยิม เลียก ซึ่งในขณะนี้โดนหมายจับและถูกยึดอายัดทรัพย์ สิ่งที่ต้องตรวจสอบต่อคือธุรกรรมการโอนมีลักษณะอย่างไร เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าธนาคารบีไอซีเป็นธนาคารฟอกเงิน ใครเป็นผู้จ่ายเงิน  

“เรื่องที่ว่าถือครอง 30 ล้านบาท ฟังดูแล้วอาจจะประหลาด ไม่ทราบว่า มีการให้เครื่องบินกับนักการเมืองคนอื่นอีกหรือไม่ เราเป็นห่วงเรื่องของนอมินี ผลประโยชน์ต่างตอบแทน ซึ่งอาจเป็นการจูงใจเพื่อผลประโยชน์บางอย่างที่สุดท้ายทำให้ประเทศสูญเสียผลประโยชน์ มีการซื้อขายจริงหรือเป็นการตอบแทนบางอย่าง อย่างแรกที่ต้องตรวจสอบคือการโอนเงินเข้าธนาคารบีไอซีจ่ายอย่างไร ปปง. ต้องเป็นผู้ตรวจสอบ หากทรัพย์สินเหล่านี้ได้มาจากการกระทำความผิด เราสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง”

“ทีมข่าวการเมือง”