พระวัฒนวชิรเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร อดีตรองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทพระ วัด ในช่วงการเลือกตั้ง ว่า ประเด็นดังกล่าวควรพิจารณาอย่างแยกส่วนตามกรอบกฎหมายและหลักการของคณะสงฆ์ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 96 กำหนดให้พระภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน มติมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 2 ม.ค.2538 และ 30 ส.ค. 2561 ก็กำหนดแนวปฏิบัติชัดเจนว่า พระภิกษุสามเณรไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับการหาเสียงหรือสนับสนุนพรรคการเมือง และไม่ให้ใช้วัดเป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางการเมือง หลักการสำคัญ คือ การรักษาความเป็นกลางของสถาบันศาสนา เพราะเมื่อศาสนาเข้าไปอยู่ในพื้นที่การแข่งขันทางอำนาจ ย่อมมีความเสี่ยงต่อความแตกแยก และอาจกระทบต่อศรัทธาของประชาชนที่มีความเห็นต่างกัน

พระวัฒนวชิรเมธี กล่าวต่อไปว่า ในประเด็นที่มีการใช้พื้นที่วัดเป็นหน่วยเลือกตั้งนั้น ต้องแยกความหมายระหว่าง กิจกรรมทางการเมือง กับ กระบวนการบริหารจัดการเลือกตั้ง โดยกิจกรรมทางการเมืองในความหมายของมติมส.หมายถึง การหาเสียง ปราศรัย หรือสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ส่วนการตั้งหน่วยเลือกตั้งเป็นกระบวนการทางปกครองของรัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนใช้สิทธิ มิใช่กิจกรรมหาเสียง อย่างไรก็ตาม การใช้พื้นที่วัดเป็นหน่วยเลือกตั้งควรอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความเหมาะสม กล่าวคือ ต้องไม่มีการติดป้ายหาเสียงหรือกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริเวณวัด และพระภิกษุไม่ควรเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการดังกล่าว เพราะวัดไม่ควรเป็นเวทีทางการเมือง แต่สามารถเป็นสถานที่กลางเพื่อประโยชน์สาธารณะได้ ตราบใดที่ยังรักษาหลักความเป็นกลางไว้ได้อย่างเคร่งครัด เนื่องจากความเป็นกลางของสงฆ์เป็นหลักประกันสำคัญต่อความสงบเรียบร้อยและความศรัทธาของสังคมโดยรวม