กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเมินมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ ปัจจัยในประเทศ ตลาดตีความและคาดหวังเสถียรภาพทางการเมืองจากผลเลือกตั้ง และหากสามารถจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วอาจดึงดูดกระแสเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง คาดกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 31.10-31.70 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 31.68 บาทต่อดอลลาร์ โดยตลาดอ้างถึงความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ซึ่งลดความกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงความเป็นอิสระของเฟด
ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวผันผวนตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐออกมาในเชิงผสม โดยการจ้างงานภาคเอกชนต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ อย่างไรก็ดี ระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมามีนักลงทุนเทขายโลหะมีค่า สินทรัพย์คริปโตและหุ้นกลุ่มเทค โดยโยกเงินเข้าไปพักไว้ในพันธบัตรสหรัฐ โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้น 10,518 ล้านบาท และซื้อพันธบัตรไทย 6,933 ล้านบาท
นอกจากนี้ตลาดการเงินจะให้ความสนใจกับข้อมูลจ้างงานเดือน ม.ค.ของสหรัฐ ซึ่งถูกเลื่อนมาประกาศในวันที่ 11 ก.พ.โดยในภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีลักษณะจ้างงานต่ำและเลิกจ้างต่ำ ขณะที่ตัวเลขล่าสุดได้สร้างความสงสัยว่าในการประชุมครั้งที่ผ่านมาเฟดอาจสรุปเร็วเกินไปว่าความเสี่ยงด้านลบต่อตลาดแรงงานได้ผ่อนคลายลงแล้ว
ด้าน ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ธนาคารทหารไทยธนชาต ระบุว่า ค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 31.72 บาทต่อดอลลาร์ และคาดว่าจะผันผวนในกรอบ 31.00–32.00 บาทต่อดอลลาร์ สอดคล้องกับทิศทางตลาดเงินต่างประเทศที่ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐเป็นหลัก
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐ สะท้อนสัญญาณเชิงบวกในบางภาคส่วน โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ภาคการผลิตเดือนมกราคมปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 52.6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือน มิ.ย.68 และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่ดัชนีภาคบริการยังทรงตัวที่ระดับ 53.8 ซึ่งอยู่ในโซนขยายตัวและสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้เล็กน้อย
ขณะเดียวกัน การหารือระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีพัฒนาการเชิงบวกในหลายประเด็น ทั้งด้านการค้า ความมั่นคง และสถานการณ์ไต้หวัน โดยมีความคืบหน้าเบื้องต้นว่าจีนจะพิจารณาเพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐ ในฤดูกาลปัจจุบันเป็น 20 ล้านตัน จากระดับเดิมที่ 12 ล้านตัน



