อยู่นอกเหนือความคาดหมายจริงๆ กับชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ทิ้งขาด “พรรคประชาชน (ปชน.)” อย่างขาดลอย โดยพรรคสีน้ำเงินได้ 194 เสียง ส่วนพรรคส้ม 116 เสียง ซึ่งหลายคนเชื่อว่า ความสำเร็จดังกล่าว มาจากการเตรียมตัวมาดี ดึงบ้านใหญ่มาร่วมงานโชว์ทีมเศรษฐกิจที่เป็นความหวังของประชาชน และปลุกกระแสชาตินิยม จนทำให้คนหวงแหนสมบัติของชาติ ต่างมีจุดยืนต้องการรักษาอธิปไตย หลังเกิดปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ขณะที่ การบ้านข้อใหญ่ของฝ่ายบริหารชุดใหม่ คือการตั้งรัฐบาลให้เป็นที่คาดหวังของประชาชน ยิ่งพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีอำนาจต่อรองมากเท่าที่ควรอย่างสูง ดังนั้นการตั้งบุคคลต้องไม่สมควรได้คนมีตำหนิและสังคมตั้งข้อสงสัย อาจเกิดเสียงยี้เสียงไม่ยอมรับทำให้รัฐบาลเกิดวิกฤติศรัทธา ดังนั้นคงต้องรอการตัดสินใจของพรรคแกนนำรัฐบาล

ที่คงต้องลุ้นคือ หากพรรค ภท. รวมกับเสียงพรรคกล้าธรรม (กธ.) 57 ที่นั่ง คือ 251 เสียง จะดึงพรรคเพื่อไทย (พท.) เข้าไปร่วมด้วยหรือไม่ เพราะอาจมีผลต่อการจัดสรรตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างเช่น กระทรวงมหาดไทย หรือ กระทรวงคมนาคม ขณะที่ “พรรค พท.” และ “พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)” ประกาศชัดเจนไม่ขอร่วมรัฐบาล เหลือเพียง “พรรค พท.” คำถามคือ แกนนำพรรคสีน้ำเงิน จะเลือกเป็นรัฐบาลเสียงไม่มากแต่ได้ดูแลกระทรวงสำคัญ หรือเสียงที่มีเสถียรภาพแต่ต้องแบ่งหน่วยงานสำคัญให้คู่แข่งทางการเมืองเข้าสร้างผลงานหรือไม่ นอกจากนี้การมีมืออาชีพทั้ง 3 คนมาร่วมรัฐบาลด้วย ทั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะเพียงพอกับการสร้างผลงานหรือไม่ ต้องดึงคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเพิ่ม เพื่อลบภาพความเป็นรัฐบาลบ้านใหญ่

ส่วนท่าทีขององค์กรภาคธุรกิจและเอกชน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สำหรับสิ่งที่ภาคเอกชนอยากฝากถึงรัฐบาลใหม่มากที่สุด คือ เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน ซึ่งถือเป็นวิกฤติใหญ่ที่สุดในเวลานี้, วิกฤติเอสเอ็มอี มีตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล รวมถึงการแก้ปัญหาสภาพคล่องเอสเอ็มอี ที่เข้าไม่ถึงแหล่งทุน ขอให้รัฐบาลใหม่อัดฉีดให้ตรงเป้า แม่นยำ, ภาคส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน และสกัดสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ที่ทะลักเข้าสู่ตลาดทั้งในรูปแบบถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการ

“เงื่อนไขสำคัญที่ภาคเอกชนมองว่าเป็นหัวใจของเสถียรภาพทางการเมือง คือ การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลให้ได้มากกว่า 300 เสียง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ลดแรงเสียดทาน และสร้างความมั่นใจต่อการทำงานของรัฐบาลในระยะยาว” นายเกรียงไกร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการซื้อขายหุ้นไทยเมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยพบว่า หลังรับทราบผลการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ปรับขึ้นทันที 31 จุด ที่ดัชนี 1,385.48 จุด ตั้งแต่เปิดตลาด จากนั้นระหว่างวันปรับขึ้นสูงสุด 53.73 จุด ที่ดัชนี 1,407.74 จุด ซึ่งถือเป็นการกลับขึ้นมาในระดับ 1,400 จุด ในรอบ 1 ปีเศษ นับตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย.67 จากนั้นปรับตัวลดลงเล็กน้อย ณ เวลา 14.58 น. ดัชนีหุ้นอยู่ที่ 1,400.26 จุด เพิ่มขึ้น 46.25 จุด มูลค่าการซื้อขาย 81,911.25 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนรวมถึงโบรกเกอร์ต่างเชื่อมั่นว่า การชนะเลือกตั้งของพรรค ภท. ที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ครั้งนี้จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็ว และสานต่อนโยบายในช่วงที่ผ่านมา อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัสเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อย

ด้าน “นายอมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดทุน ตลาดเงิน ตอบรับผลเลือกตั้งค่อนข้างดี ดัชนีหุ้นเป็นบวก และค่าเงินบาทแข็งค่า เนื่องจากนักลงทุนมองความหวังถึงการมีเสถียรภาพของรัฐบาล และความร่วมมือการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งนโยบายของพรรคแกนนำอย่างพรรค ภท. ได้มีนโยบายออกมาเป็นด้านบวก แต่ก็ยังมีข้อจำกัด ในเรื่องของระยะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลที่อย่างเร็วสุดคือในเดือน พ.ค.นี้ ว่า ในระยะสั้นเร่งด่วนที่จะต้องทำ คือ ให้รัฐบาลรักษาการ ไม่ต้องรอให้จัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จสิ้น ขออนุมัติจาก กกต. จัดทำโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อเร่งการเบิกจ่าย เร่งการบริโภค และต้องเร่งความเชื่อมั่น

ถือเป็นการบ้านข้อใหญ่ของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล จะสามารถสร้างความมั่นใจในระยะยาวให้ภาคธุรกิจและเอกชนได้หรือไม่ ทั้งเรื่องกำหนดนโยบาย และการวางตัวบุคคลให้เข้ามาทำงาน และสร้างความยอมรับให้กับประชาชน

ส่วนประเด็นการเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของอดีต สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังสอบสวนอยู่นั้น ก็มีความชัดเจน หลัง “นายสุรพงษ์  อินทรถาวร” เลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งความคืบหน้าไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหานายพิธา  ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส.พรรค ก.ก. กับพวกรวม 44 คน กรณีเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 112) เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาภายในเดือน ธ.ค. 68 นั้น แต่ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้มีหนังสือคัดค้านคณะกรรมการไต่สวน ขอชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ซึ่งคณะกรรมการไต่สวนให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาทุกราย เมื่อดำเนินการแล้วจึงได้นำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายพิธา กับพวก รวม 44 ราย

ซึ่งได้ร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ.เพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อ รธน. และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตาม รธน. มาตรา 219 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1) โดยมีเจตนามุ่งประสงค์จะลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ การกระทำดังกล่าวเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังได้นำเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว มากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง การกระทำของนายพิธา รวมทั้งผู้เสนอทั้งสิ้น 44 คน จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฐานไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องและความเห็นต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่มีมติ

ด้าน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ป.ป.ช.เตรียมพิจารณาชี้มูลความผิดกรณี 44 อดีต สส.พรรค ก.ก. เข้าชื่อแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ขัดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ ว่า ถ้าจะว่ากันไป ตนมีแค่ 1 เรื่องเท่านั้นเอง คือไปลงนามการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เรื่องอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบความผิดอื่น ไม่มีเลย ดังนั้นเรื่องนี้ถ้าพิจารณากันอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความเป็นธรรม ตนมีความเสี่ยงน้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ อยากให้องค์กรอิสระทั้งหลายทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างกันทางการเมือง

สำหรับ 44 อดีต สส. พรรค ก.ก. ประกอบด้วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นายสมชาย ฝั่งชลจิตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 นายทวีศักดิ์ ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 นายปริญญา คีรีรัตน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 นายปดิพัทธ์  สันติภาดา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 10 พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 11

นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 12 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 13 นายสุรวาท ทองบุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 14 นายศักดินัย นุ่มหนู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 15 นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 16 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 17 พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 18 นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 19 นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 20 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 21 นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 22

นายรังสิมันต์  โรม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 23 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 24 นางสาววรรณวิภา ไม้สน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 25 นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 26 นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 27 นายจรัส คุ้มไข่น้ำ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 28 นายองค์การ ชัยบุตร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 29 นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 30 นายวุฒินันท์ บุญชู ผู้ถูกกล่าวหาที่ 31 นายทองแดง เบ็ญจะปัก ผู้ถูกกล่าวหาที่ 32 นายคำพอง เทพาคำ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 33 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 34 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 35

นายนิติพล ผิวเหมาะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 36 นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 37 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 38 นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 39 นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 40 นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 41 นายมานพ คีรีภูวดล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 42 นายอภิชาต ศิริสุนทร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 43 นายสุเทพ อู่อ้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 44

อย่างไรก็ตามจากผลคะแนนการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พบว่ามีผู้สมัคร สส. ปชน.อย่างน้อย 10 คน ซึ่งถูกกล่าวหาในคดีอดีต 44 สส.พรรค ก.ก. ดังกล่าว มีแนวโน้มชนะการเลือกตั้ง แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน คือ 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 3.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 4.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม 5.นายวาโย อัศวรุ่งเรือง 6.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 7.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ 8.นายรังสิมันต์ โรม และ สส.แบบแบ่งเขต 2 คน คือ นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 10 และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33

ต้องถือเป็นวิบากกรรมของอดีต สส. พรรคส้ม ซึ่งในจำนวน 44 คน เป็นว่าที่ สส. 10 คนของพรรคประชาชน ซึ่งมีส่วนลงชื่อในการขอเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 หลัง ป.ป.ช. ชี้ว่า เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาพิจารณา

“ทีมข่าวการเมือง”