สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (11 ก.พ. 2569) เกี่ยวกับการเปิดศาลเพื่อไต่สวนการเสียชีวิตของ ลูซี แฮร์ริสัน ชาวอังกฤษวัย 23 ปี ระหว่างพำนักอยู่กับพ่อของเธอที่สหรัฐอเมริกา โดยเขาเป็นผู้ลั่นไกปืนสังหารเธอจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568
แฮร์ริสัน พนักงานจัดซื้อด้านแฟชั่นจากเมืองวอร์ริงตัน มณฑลเชสเชียร์ ได้เข้าพักอยู่กับ คริส แฮร์ริสัน ผู้เป็นพ่อและครอบครัวของเขาที่บ้านในเมืองพรอสเพอร์ รัฐเทกซัส เมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว
เดิมที คริส แฮร์ริสัน เป็นชาวอังกฤษ แต่ได้โอนสัญชาติเป็นชาวอเมริกันไปแล้ว หลังจากที่เขาย้านไปตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกา
แซม ลิตต์เลอร์ แฟนหนุ่มของลูซี ร่วมเดินทางไปกับเธอในครั้งที่เกิดเหตุด้วย ได้ให้การต่อศาลชันสูตรศพเชสเชียร์ว่า ลูซีมักจะรู้สึกหงุดหงิด ไม่สบายใจกับพ่อของเธอเสมอ เมื่อเขาพูดถึงเรื่องที่เขามีอาวุธปืนในครอบครอง

เขากล่าวว่า ในเช้าวันที่ 10 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่คู่รักทั้งสองมีกำหนดการต้องบินกลับบ้าน ลูซีและพ่อของเธอได้เกิดมีปากเสียงกันเกี่ยวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ
“คริสและลูซี ลงเอยด้วยการโต้เถียงกันค่อนข้างรุนแรง ทำให้ลูซีวิ่งหนีขึ้นไปชั้นบนด้วยความเสียใจ” นายลิตต์เลอร์ กล่าว
เขาระบุว่า ลูซีได้ถามพ่อของเธอว่า เขาจะรู้สึกอย่างไรถ้าเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศ
ศาลได้รับทราบคำให้การว่า ผู้เป็นพ่อตอบกลับไปว่า เขายังมีลูกสาวอีกสองคนอยู่กับเขาที่นี่ ดังนั้น เรื่องนี้คงจะไม่ทำให้เขาเสียใจเท่าไหร่นัก
จากนั้น นายลิตต์เลอร์เล่าว่า ประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนที่พวกเขาจะออกเดินทางไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับอังกฤษ นายแฮร์ริสันได้จูงมือลูกสาวเข้าไปในห้องนอนชั้นล่างของเขา หลังจากนั้นประมาณ 15 วินาที เขาได้ยินเสียงดังสนั่นหนึ่งครั้ง ก่อนที่นายแฮร์ริสันจะเริ่มกรีดร้องเรียกชื่อ เฮเทอร์ ซึ่งเป็นชื่อภรรยาของเขา
นายลิตต์เลอร์กล่าวว่า “ผมจำได้ว่าวิ่งเข้าไปในห้อง แล้วเห็นลูซีนอนอยู่ที่พื้นใกล้กับทางเข้าห้องน้ำ ส่วนคริสก็ได้แต่กรีดร้อง… ร้องตะโกนแบบฟังไม่ได้ศัพท์”
ภาพจากกล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจในที่เกิดเหตุ ซึ่งถูกนำมาแสดงในการไต่สวน เผยว่า คริส แฮร์ริสัน บอกเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ปืนเกิดลั่นออกมาเอง ในขณะที่เขากำลังนำออกมาให้ลูกสาวดู

ลูซี ซึ่งทำงานให้แบรนด์แฟชั่น ‘Boohoo’ ได้รับการยกย่องจาก เจน โคตส์ ผู้เป็นแม่ว่าเป็นคนที่มี “พลังในการใช้ชีวิตอย่างเปี่ยมล้น”
โคตส์ เป็นผู้ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูกสาว โดยขอให้ศาลอังกฤษไต่สวนสาเหตุการเสียชีวิตของเธอ หลังจากไม่มีการสั่งฟ้องนายแฮร์ริสันในสหรัฐ โดยคณะลูกขุนใหญ่ในสหรัฐตัดสินว่า “ไม่มีหลักฐานเพียงพอ” ที่จะตั้งข้อหาบุคคลใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของลูซี
นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยว่า นายแฮร์ริสันเคยเข้ารับการบำบัดอาการติดแอลกอฮอล์มาก่อนหน้านี้ด้วย
เขาไม่ได้เข้าร่วมการไต่สวนครั้งนี้ แต่ส่งตัวแทนของเขา อนา แซมวล เข้าร่วม ซึ่งออกมากล่าวว่า การไต่สวนนี้ “ดูคล้ายกับการสอบสวนคดีอาญา มากกว่าการสอบถามเพื่อหาข้อเท็จจริง”
แจคเกอลิน เดโวนิช เจ้าพนักงานชันสูตรศพอาวุโส ได้รับฟังการแถลงจาก แซมวล ซึ่งโต้แย้งว่าเจ้าพนักงานชันสูตรศพนั้น “อาจมีอคติ” พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานถอนตัวจากการพิจารณาคดี โดยอ้างว่าเจ้าพนักงานชันสูตรศพกำลัง “พยายามจับผิดนายแฮร์ริสัน” เนื่องจากไม่ยอมเปิดเผยข้อมูล
เดโวนิช แสดงความเห็นว่า เป็นไปได้ที่เจ้าพนักงานชันสูตรศพจะลงความเห็นว่าเป็นการสังหารโดยผิดกฎหมาย (Unlawful killing) เธอกล่าวว่า ประเด็นเดียวที่อาจเกี่ยวข้องคือ นายแฮร์ริสันมีประสบการณ์เกี่ยวกับอาวุธปืนมากน้อยเพียงใด และในขณะนั้นนายแฮร์ริสันอยู่ภายใต้ฤทธิ์ของของมึนเมาหรือไม่
ในแถลงการณ์ที่ออกโดยทนายความของเขา นายแฮร์ริสันกล่าวว่า “ผมยอมรับผลจากการกระทำของตนเองอย่างเต็มที่ ไม่มีวันไหนที่ผมไม่รู้สึกถึงความหนักหน่วงของความสูญเสียนี้ มันคือน้ำหนักที่ผมต้องแบกรับไปตลอดชีวิต และผมรู้ดีว่า ไม่มีคำพูดใดของผมจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่โศกนาฏกรรมนี้ก่อขึ้นได้
“ผมไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ผมจะเชิดชูเกียรติของลูซี ด้วยการเป็นพ่อที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ต่อบรรดาน้องสาวของเธอ และจะเก็บรักษาความทรงจำเกี่ยวกับตัวเธอไว้ในทุกสิ่งที่พวกเราทำ”
“ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความเจ็บปวดที่ผู้อื่นได้รับจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ จิตวิญญาณของลูซี ทั้งความอบอุ่น อารมณ์ขัน และความใจดีของเธอ จะยังคงอยู่ในตัวพวกเราทุกคนที่รักเธอ”
ที่มา : news.sky.com, stuff.co.nz, mirror.co.uk
เครดิตภาพ : Cheshire Police, Facebook



