เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ ได้โพสต์ข้อความให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพกระดูก โดยระบุว่า

หมอเก่งกระดูกและข้อ

ปวดคอเรื้อรัง ร้าวลงแขน ระวังหมอนรองกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย! เช็กด่วนก่อนจะสายเกินแก้

“หมอครับ ผมแค่ก้มเล่นมือถือกับทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เฉย ๆ ทำไมพักหลังมันปวดร้าวไปถึงปลายนิ้ว แถมบางทีรู้สึกเหมือนไฟช็อตที่แขนด้วย ผมจะเป็นอัมพาตไหมครับ?”

นี่คือเสียงสะท้อนจาก “คุณเอก” (นามสมมุติ) พนักงานออฟฟิศวัย 35 ปี ที่เดินเข้ามาหาผมด้วยท่าทางเกร็งคอ ตัวแข็งทื่อ และสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล คุณเอกเป็นหนึ่งในตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจอวันละหลายชั่วโมง จน “หมอนรองกระดูกคอ” ส่งสัญญาณประท้วงออกมาก่อนวัยอันควร

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า “ความเสื่อม” เป็นเรื่องของคนแก่ แต่ความจริงแล้ว ในยุคสังคมก้มหน้าแบบนี้ หมอนรองกระดูกคอเสื่อมกำลังลามมาหาคนวัยทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ

ลองจินตนาการว่ากระดูกคอของเราเหมือน “เสาเข็ม” ที่ต้องแบกรับ “ลูกตุ้ม” หนัก ๆ คือหัวของเรานั่นเองครับ

ปกติหัวคนเราหนักประมาณ 4–5 กิโลกรัม แต่ท่วงท่าที่เราทำกันบ่อย ๆ อย่างการก้มมองจอมือถือ 60 องศา จะทำให้คอต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นมหาศาลถึง 27 กิโลกรัม!

เมื่อคอต้องรับแรงกดดันมหาศาลขนาดนี้ทุกวัน “หมอนรองกระดูก” ที่เปรียบเสมือนโช้คอัพนุ่ม ๆ คอยซับแรงกระแทก ก็จะเริ่มสูญเสียน้ำ เริ่มแบนลง และในที่สุดก็ “เสื่อม” หรือ “ปลิ้น” ออกมาทับเส้นประสาท เหมือนกับไส้ขนมปังที่ถูกบดจนทะลักออกมาด้านข้างนั่นเองครับ

ทำไมถึงเสื่อม? (เข้าใจสาเหตุและกลไก)

พฤติกรรมทำร้ายคอ

การก้มหน้าเล่นมือถือนาน ๆ หรือการยื่นคอไปข้างหน้าเพื่อมองจอคอมพิวเตอร์ (Forward Head Posture) เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง

อายุที่มากขึ้น: ตามธรรมชาติ เมื่อเราอายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกจะเริ่มแห้งและยืดหยุ่นน้อยลง

การบาดเจ็บ: เช่น อุบัติเหตุรถยนต์ที่คอสะบัดอย่างรุนแรง หรือการเล่นกีฬาที่เกิดการปะทะ

พันธุกรรม: บางครอบครัวอาจมีโครงสร้างกระดูกที่เสื่อมง่ายกว่าปกติเล็กน้อย

อาการแบบไหน… ที่เรียกว่า “น่าเป็นห่วง”

ปวดคอเรื้อรัง

ปวดตื้อ ๆ บริเวณต้นคอ ร้าวขึ้นหัว หรือร้าวลงบ่า

อาการทางเส้นประสาท: เริ่มมีอาการชาที่แขน มือ หรือนิ้วมือ รู้สึกเหมือนโดนเข็มเล็ก ๆ ทิ่ม หรือเหมือนไฟช็อต

กล้ามเนื้ออ่อนแรง: ถือของแล้วหลุดมือบ่อย ๆ ติดกระดุมเสื้อลำบาก หรือลายมือเริ่มเปลี่ยนไป

เสียการทรงตัว: ถ้าเสื่อมรุนแรงจนกดเบียด “ไขสันหลัง” อาจทำให้เดินเซ เดินลำบากเหมือนขาลอย ๆ ซึ่งจุดนี้อันตรายมากครับ

การตรวจวินิจฉัย: ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

เมื่อมาพบหมอ สิ่งแรกที่เราจะทำคือการ “ตรวจร่างกาย” ทดสอบกำลังกล้ามเนื้อ และดูตำแหน่งที่ชา จากนั้นหากสงสัย หมออาจส่งตรวจเพิ่มเติมดังนี้ครับ

เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูก ดูว่าช่องว่างระหว่างกระดูกแคบลงไหม หรือมีกระดูกงอกออกมาหรือไม่

MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): นี่คือ “พระเอก” เลยครับ เพราะเห็นชัดมากว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นไปทับเส้นประสาทตรงไหน เห็นทั้งเส้นประสาทและไขสันหลังอย่างละเอียด (ไม่ต้องกลัวรังสี เพราะไม่ใช่รังสีเอกซ์ครับ)

การตรวจเลือด: ในบางกรณี เพื่อแยกโรคอื่น ๆ เช่น รูมาตอยด์ หรือการติดเชื้อ

วิธีรักษาและ “ชะลอ” ไม่ให้เสื่อมไปมากกว่านี้

1) ปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด)

กฎ 20-20-20: ทำงาน 20 นาที ให้พักสายตาและขยับคอ 20 วินาที โดยมองออกไปไกล 20 ฟุต

จัดระดับหน้าจอ: ขอบบนของจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับสายตาพอดี ไม่ต้องก้มหรือเงย

เลือกหมอนที่ใช่: หมอนต้องรองรับส่วนโค้งของคอได้พอดี ไม่สูงเกินไปจนคอก้ม และไม่ต่ำเกินไปจนคอแหงน

2) การใช้ยาอย่างเหมาะสม

ยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอล หรือยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อลดอาการอักเสบของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ

3) การฉีดยาโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง (Ultrasound-Guided Injection)

สมัยนี้เราสามารถเห็นตำแหน่งเส้นประสาทที่ถูกกดทับได้ชัดเจนผ่านจออัลตราซาวด์ ทำให้หมอสามารถส่งยาไปที่ตำแหน่งนั้นได้แม่นยำ ลดการอักเสบได้ตรงจุด โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

4) การกายภาพบำบัด

การดึงคอ (Traction) เพื่อเพิ่มช่องว่างระหว่างกระดูก

หรือการใช้เครื่องมือลดปวด เช่น เลเซอร์ หรือคลื่นกระแทก (Shockwave)

5) การผ่าตัด (ทางเลือกสุดท้าย)

หมอจะแนะนำเฉพาะในรายที่ปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว รักษาด้วยวิธีอื่นไม่เห็นผล หรือเริ่มมีอาการอัมพฤกษ์อ่อนแรงชัดเจนเท่านั้นครับ

พยากรณ์โรค: หายได้ไหม?

หมอนรองกระดูกคอเสื่อมเป็นเรื่องของ “ความเสื่อมตามกาลเวลา” เราอาจเปลี่ยนกระดูกให้กลับไปเป็นวัย 18 อีกครั้งไม่ได้ แต่เรา “หยุด” และ “ชะลอ” มันได้ครับ ถ้าเราดูแลดี ๆ อาการปวดจะหายไป และเราสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการกลับมาเป็นซ้ำ เพียงแค่มีวินัยในการปรับเปลี่ยนท่าทางเท่านั้น

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยไว้จนกดเบียดไขสันหลังถาวร อาจทำให้การควบคุมระบบขับถ่ายเสียไป หรือเป็นอัมพาตครึ่งท่อนได้ ดังนั้น “อย่ารอจนเดินไม่ไหวแล้วค่อยมาหาหมอนะครับ”

สรุป

การชะลอหมอนรองกระดูกคอเสื่อมไม่ได้อยู่ที่ยาเทวดาตัวไหน แต่อยู่ที่ “ระเบียบวินัย” ในการใช้ร่างกายของเราเองครับ รักคอของคุณวันนี้ ก่อนที่คอจะประท้วงจนคุณทำงานไม่ได้

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

???? Line ID: @doctorkeng

โทร. 081-530-3666

References

Boden SD, et al. (2020). Management of Cervical Spondylosis. Journal of Bone and Joint Surgery.

Kim R, et al. (2021). The Impact of Mobile Device Use on Cervical Spine Health. Spine Health Review.

Wilson JS, et al. (2023). Efficacy of Ultrasound-Guided Injections in Cervical Radiculopathy. Clinical Pain Management.

Lee S, et al. (2024). Prevention of Degenerative Disc Disease: A Lifestyle Perspective. Journal of Preventative Medicine.