จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีประชาชนมีการตั้งข้อสังเกตถึงบัตรลงคะแนนเลือกตั้งบาร์โค้ด ที่สามารถสแกนและทำให้เห็นข้อมูลผู้เลือกตั้งนั้น น่าจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งการที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดนั้น คือมาตรการรักษาความปลอดภัยที่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า บัตรนั้นเป็นบัตรลอตไหน ของหน่วยไหน เพื่อเป็นมาตรการควบคุมของ กกต. ซึ่งบาร์โค้ดเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยชั้นดี เพื่อให้รู้ที่มาที่ไป ไม่ใช่ว่าเป็นของพรรคการเมืองไหน อันนี้ขอยืนยัน ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “น.ต.ศิธา ทิวารี” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟนเพจ “น.ต.ศิธา ทิวารี – Sita Divari” โดยแสดงความคิดเห็นกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งตั้งข้อสังเกตถึงคำชี้แจงของ กกต. ที่เผยว่าเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อควบคุมลอตการพิมพ์และการกระจายบัตรเลือกตั้ง

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “ถ้าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เป็นไปตามที่ กกต. ชี้แจง แสดงว่า กกต. รับรู้รับทราบ ในการจัดทำบาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง แต่ละใบแบบนี้ เหตุผลที่ กกต. ชี้แจงคือ การทำบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้งทุกใบ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย ทำให้สามารถรู้ลอตในการจัดพิมพ์ เป็นข้อมูลที่ไปที่มาว่า พิมพ์เมื่อไหร่ อย่างไร แจกจ่ายไปเขตไหน โดยยืนยันว่า เป็นมาตรการในการควบคุมบัตรเลือกตั้งของ กกต. อีกนัยหนึ่งแปลว่า กกต. ยอมรับว่าวัตถุประสงค์ในการจัดทำบาร์โค้ดนี้ มีไว้เพื่อให้มีการสแกนบาร์โค้ดอ่านข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับในภายหลังได้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85 กำหนดไว้ว่า ให้การเลือกตั้ง สส. เป็น “การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 มาตรา 96 กำหนดว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทําเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง”

อีกทั้ง “กรณีนี้จึงต้องดูว่า บาร์โค้ดของหน่วยเดียวกันหรือเขตเดียวกัน เป็นบาร์โค้ดเดียวกันทั้งหมดหรือไม่ และการตรวจสอบย้อนหลัง สามารถลงลึกสุดได้แค่ระดับหน่วยเลือกตั้งเดียวกัน โดยไม่สามารถเชื่อมโยงให้ทราบ ถึงรายละเอียดตัวบุคคล ที่เป็นผู้ลงคะแนนในบัตรนั้นใช่หรือไม่ ถ้าใช่บาร์โค้ดนี้อาจตีความได้ว่าไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อระบุคนที่กาบัตรลงคะแนนใบนั้นๆได้ แต่หากตรวจพบว่าบัตรแต่ละใบ บาร์โค้ดมีลักษณะเฉพาะของมันเอง (Unique Running Number) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสแกนบาร์โค้ดแล้ว หมายเลขบัตรลงคะแนน เชื่อมโยงกับหมายเลขบนต้นขั้ว ที่มีการลงชื่อผู้ลงคะแนนอยู่ด้วย ถ้าเป็นแบบนี้อาจเป็นปัญหาต่อข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญได้”

นอกจากนี้ “เทียบกับบรรทัดฐานเดิม ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้การเลือกตั้ง 2เมษายน 2549 เป็นโมฆะ จากการที่มีหน่วยเลือกตั้ง หันหน้า หันหลังผิดทาง โดยเหตุผลหลักคือ: “การจัดคูหาบางแห่ง ไม่สามารถรักษาความลับของผู้ลงคะแนนได้ จึงไม่เป็นไปตามหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ” โดยศาลไม่ได้พิจารณาว่า “มีผู้ใดรู้การลงคะแนนลับนั้นหรือไม่” แต่บรรทัดฐานที่พิจารณา คือ โครงสร้างระบบ เปิดโอกาสให้ความลับถูกละเมิดได้หรือไม่”

อย่างไรก็ตาม “สาระสำคัญ คือ ระบบต้องไม่เปิดช่องให้ตรวจสอบย้อนกลับ ไประบุตัวผู้ลงคะแนนได้ เทียบกับระบบในปัจจุบัน คือระบบที่ใช้คำว่า zero Knowledge, Zero Knowledge Proof, zero Knowledge Encryption คือต้องไม่มีความรู้ใดในโลก ที่จะสามารถใช้เพื่อตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทางได้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากพบว่าบาร์โค้ดของบัตรเลือกตั้งเป็น Unique Runing Number ที่ตรงกับต้นขั้นที่มีรายชื่อผู้ลงคะแนน แสดงว่าไม่มีบัตรเลือกตั้งแม้แต่ 1 ใบ ที่เป็น Zero Knowledge หมายความว่า บัตรทุกใบสามารถสแกนบาร์โค้ด ตรวจสอบย้อนหลังได้จนถึงต้นขั้วที่มีรายชื่อ ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนน งานช้างเข้าเต็มๆ ตัวใหญ่ขนาดนี้ จะมุดออกรูไหน ยังนึกไม่ออกเลย”

ขอบคุณข้อมูล : น.ต.ศิธา ทิวารี – Sita Divari