เมื่อวันที่ 13 ก.พ. สื่อยักษ์ใหญ่ Financial Times เสนอบทสัมภาษณ์นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี มุมมองด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 ก.พ. คอลัมน์ LETTER ของ Financial Times โดยนายเศรษฐา เสนอแนวทางรักษาปัญหาเศรษฐกิจของไทย
โดยกล่าวถึงการที่ประเทศไทยกลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” (รายงาน วันที่ 4 ก.พ.) วิเคราะห์อาการได้ไม่ผิดนัก แต่ในแง่ของการวินิจฉัย ประเทศไทยยังมีแนวทางรักษาที่เป็นไปได้ประการแรก หากต้องการฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เราต้องทำลายวงจรหนี้ครัวเรือนที่เป็นกับดักเรื้อรังมาอย่างยาวนาน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีตไม่สามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญได้ เพราะแรงกระตุ้นถูกลดทอนด้วยภาระหนี้เดิม และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ คนไทยไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักหนี้ได้ด้วยการแจกเงินเพียงอย่างเดียว สิ่งที่จำเป็นคือสิ่งที่ตนเรียกว่า “Big Reset” โดยการใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าซื้อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และบริหารจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้ครัวเรือนที่มีภาระหนี้ได้รับ “พื้นที่หายใจ” และสามารถกลับเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจได้อีกครั้ง แนวทางนี้จะแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศไปพร้อมกัน

ประเทศไทยต้องไม่เป็นเพียง “จุดหมายปลายทาง” แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งอย่างแท้จริงของระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งต้องอาศัยยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานในสองด้านด้านแรก คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ระบบรถไฟเหนือ–ใต้ และโครงการแลนด์บริดจ์ที่เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้าระหว่างประเทศอย่างมาก ด้านที่สอง คือการปรับปรุงกรอบกฎหมายและกฎระเบียบให้ทันสมัย การเปิดให้มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติสามารถซื้อพลังงานสะอาดได้โดยตรง ขจัดอุปสรรคสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีที่มีข้อกำหนด ESG ที่เข้มงวด เมื่อผสานกับนโยบาย “Go Cloud First” ของไทย เราได้ดึงดูดการลงทุนหลักในศูนย์ข้อมูลและอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพจากเทคโนโลยี AI
ในภาคการท่องเที่ยว เราต้องเลิกเน้นเพียง “ปริมาณ” และให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” ควบคู่กัน ประเทศไทยมีศักยภาพมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงชายหาด อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งและหลากหลายจะช่วยพลิกฟื้นการชะลอตัวของการท่องเที่ยวที่ได้กล่าวถึงในบทความก่อนหน้านี้ ท้ายที่สุด ความสะดวกในการประกอบธุรกิจต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นระบบ เราต้องเอื้อต่อนักลงทุนให้มากขึ้น แม้จะเป็นประเด็นระยะยาว แต่จำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้แม้จะเผชิญความท้าทายในปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งด้านค่าครองชีพที่เข้าถึงได้ สภาพภูมิอากาศ การท่องเที่ยว อาหาร บริการทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมสุขภาพ หากดำเนินการปฏิรูปอย่างถูกทิศทาง เราสามารถทวงคืนบทบาทในฐานะพันธมิตรสำคัญที่โลกไม่อาจมองข้าม



