สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ว่า ศาลประชาชนสูงสุดของจีน หรือศาลฎีกาจีนเผยแพร่คำวินิจฉัยว่า มนุษย์ซึ่งอยู่ในรถที่ติดตั้งเทคโนโลยีช่วยขับขี่ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อยานพาหนะของตน


ในการพิจารณาคดี ศาลฎีกาจีนอ้างถึงกรณีศึกษา ที่ชายคนหนึ่งพึ่งพาเทคโนโลยีดังกล่าว ขณะที่กำลังอยู่ในอาการมึนเมาและหลับ ระหว่างที่รถยนต์กำลังแล่นเองด้วยระบบอัตโนมัติ ว่า “ผู้ขับขี่ยังคงมีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาความปลอดภัยบนท้องถนน หลังเปิดใช้งานระบบเพื่อช่วยในการขับขี่”


ทั้งนี้ คดีซึ่งศาลสูงสุดของจีนใช้เป็นคดีอ้างอิง เป็นคำพิพากษาของศาลประชาชนในมณฑลเจ้อเจียง เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งผู้ขับขี่นามสกุล “หวัง” ถูกจำคุกและปรับเงิน เนื่องจากพึ่งพาระบบช่วยขับขี่อย่างเต็มที่ขณะมึนเมา โดยหวังติดตั้งอุปกรณ์เลียนแบบการจับพวงมาลัย ตั้งค่าให้รถวิ่งเอง แล้วย้ายไปนอนหลับที่เบาะผู้โดยสาร และเมื่อตำรวจเรียกตรวจรถ จึงพบว่า หวังไม่ได้นั่งประจำอยู่ที่เบาะคนขับ


คำวินิจฉัยของศาลระบุต่อไปว่า “ระบบช่วยขับขี่ไม่สามารถทดแทนผู้ขับขี่ในฐานะผู้ควบคุมการขับขี่หลักได้” และเน้นย้ำว่า ผู้ขับขี่ “ยังคงเป็นผู้ปฏิบัติภารกิจในการขับขี่จริงและต้องแบกรับความรับผิดชอบ เพื่อให้แน่ใจว่าการขับขี่นั้นปลอดภัย”


แม้ระบบส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะระบุอยู่แล้วว่า ผู้ขับขี่ต้องเป็นผู้ควบคุมรถ แต่คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดจีนในครั้งนี้ ถือเป็นการทำให้เรื่องนี้เป็นมาตรฐานทางกฎหมายเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องใช้อ้างอิงในการตัดสินคดีที่คล้ายคลึงกัน


คำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลฎีกาจีนมีขึ้นไม่นาน หลังกระทรวงอุตสาหกรรมจีนประกาศแบน “มือจับประตูแบบซ่อน” ในรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 โดยให้เหตุผลเรื่องความปลอดภัย.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES