เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 และประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 ธ.ค.64 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญ มุ่งเน้นสืบสวนหาตัวหัวหน้าผู้สั่งการ และยึดทรัพย์ตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการกำหนดอัตราโทษใหม่ในบางฐานความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดวัตถุออกฤทธิ์ และสารระเหย ให้ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของการกระทำผิด คำนึงถึงพฤติการณ์ ความร้ายแรงและจะมีการนำพฤติการณ์การกระทำความผิดมาพิจารณาอัตราโทษแทนการใช้บทสันนิษฐาน ซึ่งบางฐานความผิดจะมีกำหนดโทษลดลงอันเป็นคุณต่อผู้กระทำผิด ส่วนกรณีคดีถึงที่สุดจะทำให้ผู้ต้องขังที่มีโทษตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่บัญญัติในกฎหมายฉบับใหม่ อาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลพิจารณากำหนดโทษใหม่ได้

นายอายุตม์ กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์ได้สำรวจผู้ต้องขังในคดียาเสพติดที่อยู่ในความดูแลของกรมราชทัณฑ์ เพื่อประชาสัมพันธ์พร้อมช่วยเหลือผู้ต้องขังให้ได้รับทราบถึงการยื่นคำร้องขอกำหนดโทษใหม่แล้ว รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกในการยื่นคำร้องดังกล่าว
โดยปัจจุบัน (ข้อมูลวันที่ 8 ธ.ค.64) กรมราชทัณฑ์รับหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ต้องขัง 289,332 คนทั่วประเทศ ในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด 237,763 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 82.18 ของผู้ต้องขังทั้งหมด และเป็นนักโทษเด็ดขาดในคดียาเสพติดที่คดีถึงที่สุดแล้ว จำนวน 196,611 คน ทั้งนี้ การยื่นคำร้องขอให้ศาลเปลี่ยนแปลงกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติดนั้น เป็นการพิจารณาคำร้องโดยดุลพินิจของศาลที่พิจารณาพิพากษาคดี จึงไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ต้องขังรายใดจะได้รับการกำหนดโทษหรือไม่ เพียงใด หรือในห้วงเวลาใด ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล จำนวนคดี และลักษณะความผิดที่ได้กระทำตามแต่กรณี แต่หากผู้ต้องขังหรือญาติผู้ต้องขังรายใดต้องการสอบถามรายละเอียดการยื่นคำร้อง สามารถติดต่อได้ที่เรือนจำและทัณฑสถานที่ผู้ต้องขังถูกควบคุมตัวอยู่ หรือศาลที่พิจารณาพิพากษาคดี โดยค้นหาช่องทางการติดต่อเรือนจำและทัณฑสถานได้ที่ Line Official Account กรมราชทัณฑ์ : @thaidoc



