เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายวีรภัทร คันธะ ผู้สมัคร สส.เขต 6 สมุทรปราการ พรรคประชาชน ยื่นคำร้องให้ กกต.ตรวจสอบกรณีที่พบกระดาษเลือกตั้ง อยู่ในกองขยะที่จังหวัดสมุทรปราการ และคัดค้านผลการเลือกตั้ง และนับคะแนนใหม่ ว่าตนพบความผิดปกติในการเลือกตั้งเขต 6 สมุทรปราการ หลายเรื่อง เช่น พฤติกรรมของ กปน. นำชื่อผู้อื่นมาติดแทนตนที่หน้าหน่วย ซึ่งได้ยื่นเรื่องต่อ กกต.สมุทรปราการไปแล้ว การนำเอกสารใบขีดคะแนนไปทิ้งที่บ่อขยะ ซึ่งเป็นพื้นที่ปิดของเทศบาลเมืองลัดหลวง รวมทั้งมีการนำใบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของจังหวัดบุรีรัมย์ไปทิ้งที่นี่ด้วย และทราบว่าได้มีการสอบสวนผู้ที่พบเห็นเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา จึงเห็นว่า กกต.ควรจะมีการนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่
นายวีรภัทร กล่าวต่อว่า ทราบว่า กกต.เคยไปดูงานที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปีที่ผ่านมา ได้รับรายงานว่าในการไปดูงานเรื่องประชามติ แต่ กกต.ในที่นั้นพูดในลักษณะว่าความโปร่งใสในลักษณะนี้ไม่น่าจะทำได้ที่ประเทศของเรา ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่าการไปดูงานของ กกต. เพื่อจัดการเลือกตั้ง จัดการทำประชามติ เสียเปล่าหรือไม่ ในการไปดูงาน ทราบว่าจริงๆ แล้ว กกต.น่าจะสนุกสนานกับการไปดูงานบนยอดเขาที่สวิตเชอร์แลนด์ เมืองที่อยู่ริมทะเลสาบ มากกว่าการทำประชามติ หรือจัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส เรื่องนี้มีหลักฐานและทราบมาว่า หลายต่อหลายคนที่เดินทางไปท่องเที่ยวมากกว่าตั้งใจจะไปดูงาน เพราะถ้าตั้งใจไปดูงาน การจัดการเลือกตั้งตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่ อบจ.สมุทรปราการ ที่ กกต.จัดการเลือกตั้งในวันเสาร์ และมีการทำอะไรหลายๆ อย่างที่ตนคิดว่าไม่โปร่งใส หวัง ว่าการมายื่นหนังสือวันนี้ กกต.จะรับฟัง ดำเนินการให้มีการนับคะแนนใหม่ อย่างที่ประชาชนในพื้นที่ต้องการ

วันเดียวกัน นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส.เขต 7 ปทุมธานี พรรคประชาชน ยื่นคำร้องต่อ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ให้เอาผิด กกต. กรณีจัดทำบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ที่สามารถทำให้สอบทานกลับไปถึงตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับ ซึ่งผิดกฎหมายข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล โดยที่ผ่านมาก็เคยเอาผิดแล้วในการทำข้อมูลรั่วไหล แต่ยังไม่เคยมีการเอาผิดในขั้นของการรวบรวมข้อมูล ซึ่งคำร้องของตนจะเอาผิดตั้งแต่ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลจนถึงขั้นตอนการเผยแพร่ การติดบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้สามารถค้นไปถึงคนที่กาบัตรว่าคือใคร สามารถติดตามได้ทั่วประเทศไทย ถือเป็นความผิดตามมาตรา 19 เป็นการเก็บข้อมูลข่าวสารโดยไม่ได้รับการยินยอม มาตรา 22 กำหนดว่าการเก็บข้อมูลต้องเก็บเท่าที่จำเป็น แต่ QR Code ไม่มีความจำเป็นต่อการนับคะแนน มาตรา 23 การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้า แต่ครั้งนี้ก็ไม่มีการแจ้งเช่นกัน มาตรา 26 ห้ามไม่ให้มีการเก็บข้อมูลความคิดเห็นทางการเมือง โดยไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของความเห็น ซึ่งอันนี้สำคัญที่สุดมีความผิดทางอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท
นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นตนจึงต้องการให้ PDPC ทำการตรวจสอบว่าบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้งนั้นสามารถย้อนกลับไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามจากคำแถลงของ กกต.นั้นก็ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ การตรวจ QR Code บนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ถึงแม้จะไม่ได้ลิงก์โดยตรงไปยังต้นขั้ว แต่ถ้าเรามีฐานข้อมูลที่สามารถจับคู่ระหว่างเลขที่บัตร กับ QR Code ดังกล่าว ก็สามารถตรวจได้โดยตรงเช่นกัน และตอนนี้ขอให้มีการทำลายบัตร หรือแยกต้นขั้ว แยกบาร์โค้ด ออกจากบัตรเลือกตั้งอย่างถาวรจะใช้วิธีการทำลายทิ้งก็ได้ เพื่อไม่ให้มีการเชื่อมข้อมูลต่อไป เพราะว่าบาร์โค้ดจะอยู่ด้านล่างไม่มีความจำเป็นก็ตัดออก รายละเอียดของเบอร์ผู้สมัครยังอยู่ข้างบน และขอให้ PDPC ลงโทษ กกต. ทั้งทางอาญาและปกครอง
ทั้งนี้ กกต.อาจจะมีข้อโต้แย้ง ว่าการจัดการเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของ กกต. กกต.สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ ซึ่งตามกฎหมาย PDPC มาตรา 4 (4) แม้จะมีข้อยกเว้นว่าทางรัฐสภา หรือองค์กรที่แต่งตั้งโดยรัฐสภา สามารถเก็บข้อมูลเหล่านี้ได้เพื่อการพิจารณาคดี แต่ไม่ใช่การเก็บรวบรวมเพื่อการบริหาร ซึ่งการพิมพ์บัตรที่มีบาร์โค้ดเป็นขั้นตอนของการบริหารจัดการ การนับคะแนนก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการบริหารจัดการ ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาคดี ดังนั้นที่ กกต. โต้แย้งว่าสามารถทำได้นั้นจึงฟังไม่ขึ้น หรือที่อ้างว่าการพิมพ์บาร์โค้ดก็เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยขึ้นนั้น ตนเห็นว่าการจะสร้างความปลอดภัยป้องกันการปลอมแปลง มีวิธีการอื่นมากมาย ที่ไม่ใช่บาร์โค้ด และความปลอดภัยต้องไม่แลกมาด้วยการละเมิดสิทธิ ข้อมูลพื้นฐานของประชาชน
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าตนไม่ได้มาร้องเรียนเพื่อตัวเอง เพราะข้อมูลตรงนี้เป็นของประชาชน 30 กว่าล้านคนที่มาใช้สิทธิ ไม่ได้เกี่ยวกับคะแนนเลือกตั้ง แต่เกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การไปล้วงความคิดเห็นทางการเมืองถือเป็นเรื่องอันตรายมาก อย่างที่ตนได้ยื่นเหตุผล 5 ข้อ ประกอบการฟ้องร้องต่อศาลปกครองไปเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ต่อศาลปกครองว่า ถ้าพรรคการเมืองได้ข้อมูลการเลือกตั้งของบุคคลไป เขาก็จะรู้ว่าใครเลือกเขาหรือไม่เลือก หรือสมมุติว่ามีการซื้อเสียง คนที่ซื้อเสียงก็จะซื้อเสียงได้ตรงเป้ามากขึ้น ข้อมูลตรงนี้จึงเป็นความได้เปรียบเสียเปรียบของพรรคการเมือง และจะทำให้ชนะการเลือกตั้งไปอีกหลายครั้งในอนาคต อีกทั้งการรู้ข้อมูลเหล่านี้ก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ที่เป็นข้าราชการ เพราะถ้ารู้ว่าข้าราชการคนไหน ไม่เลือกพรรคของตน หากเขาได้เข้าไปมีอำนาจ ข้าราชการคนนั้นก็จะไม่เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน ดังนั้นจึงเห็นว่าคูหาเลือกตั้งของเราควรจะเป็นที่ปลอดภัยที่สุด ไม่ใช่เป็นกล้องสอดแนม.



