เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ก.พ. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กลุ่มหญิงสาวจำนวน 6 คน เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เพื่อเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน บก.ป. ตามนัดหมาย ในคดีถูก “ลุงสนม” สัปเหร่อชื่อดังในพื้นที่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ลวนลามและกระทำอนาจาร โดยนำหลักฐานเป็น “ภาพถ่ายบาดแผลที่อวัยวะเพศ” ซึ่งเกิดจากการถูกสัปเหร่อใช้มีดโกนขนลับ และผู้เสียหายขัดขืนจนถูกบาด มามอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อประกอบการพิจารณา
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า วันนี้ได้เชิญผู้เสียหายมาสอบปากคำเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นเรื่องที่เป็นภัยต่อสังคม ขณะนี้เริ่มมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง สอบพยานไปแล้ว 2-3 ปาก และยังมีผู้ที่ไม่กล้าออกมา จึงได้ติดต่อประสานเพื่อให้มาให้ข้อมูล เพราะเป็นคดีที่น่าสนใจและเข้าเกณฑ์พิจารณา
นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมหลอกล่อเพื่อให้เกิดการบริจาค ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง เมื่อเหตุเกิดขึ้นหลายราย ก็อาจเข้าข่ายข้อหาฉ้อโกงประชาชน จึงต้องการทำให้เป็นอุทาหรณ์กับสำนักอื่นที่มีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกัน
ขณะเดียวกัน มองว่าอาจมี “หน้าม้า” หรือมีคนใกล้ชิดเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย จึงให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป ส่วนกรณีซากศพเด็กที่ถูกฝังในพื้นที่ของสัปเหร่อจำนวนหลายร้อยรายนั้น เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและซับซ้อน หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นศพที่เคยมีชีวิตมาก่อน ก็ต้องมีการสืบสวนสอบสวนต่อไป และคาดว่าอาจต้องมีการขุดขึ้นมาตรวจสอบ DNA
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่า เชื่อว่ามีผู้เสียหายมาทำพิธีเป็นจำนวนมาก เพราะเปิดมานานกว่า 10 ปี หลายคนอาจไม่กล้าแสดงตัว จึงอยากวอนผ่านสื่อมวลชนว่า หากผู้ใดตกเป็นผู้เสียหาย ถูกกระทำ และไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอให้ออกมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน เพื่อบังคับใช้กฎหมายต่อไป

ส่วนกรณีที่นักข่าวช่องหนึ่งได้เข้าไปล่อซื้อ โดยให้นายสนม สัปเหร่อรายนี้ทำพิธีกรรม และมีการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.วิเศษชัยชาญ แล้วนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า เมื่อตำรวจกองปราบปรามตั้งคดีและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว จะต้องเรียกนักข่าวบุคคลดังกล่าวมาให้ปากคำเช่นเดียวกับผู้เสียหายรายอื่น
ขณะที่ นางวาสนา (สงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี ผู้เสียหายที่เดินทางมาจาก จ.เชียงราย เปิดเผยว่า น้องสาวตั้งครรภ์ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิต เคยไปร่วมพิธีนำศพไปผ่าท้องเด็กออก และวันนี้ได้นำหลักฐานเอกสาร คลิปวิดีโอ และคลิปเสียง มามอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี
นางวาสนา กล่าวว่า ตนถูกลวนลามด้วยการกอดและหอมที่ต้นคอ เมื่อประมาณ 5 เดือนก่อน ในวันที่เข้าไปทำพิธีกับสัปเหร่อรายนี้ โดยเมื่อไปถึงกลับถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายกว่า 5,000 บาท อีกทั้งยังพบพฤติกรรมหลายอย่างที่ไม่ชอบมาพากล และถูกสั่งห้ามไม่ให้นำศพเด็กกลับไปทำพิธีทางศาสนา แต่ให้ฝังไว้ในพื้นที่บ้านของสัปเหร่อ จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการปิดสำนักหรือหยุดพฤติกรรมของสัปเหร่อรายนี้
ขณะที่ผู้เสียหายอีกราย เล่าถึงความกังวลว่า ปัจจุบันสัปเหร่อรายนี้ยังไม่ถูกดำเนินคดี และเชื่อว่ามีพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการก่อตั้งมูลนิธิที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือกรณีผ่าศพแยกแม่และเด็กออก หลายคนอาจมองว่าเป็นฝ่ายไปหาเขาเอง แต่เจตนาคือเข้าไปเพื่อร่วมพิธีอาบน้ำมนต์ ไม่ได้เข้าไปเพื่อให้ถูกลวนลาม และการที่สัปเหร่อรายนี้กระทำอนาจารถือเป็นความผิด จึงอยากให้ได้รับโทษขั้นสูงสุด วันนี้จึงพาผู้เสียหายรายอื่นมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม
ผู้เสียหายอีกราย เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการไปร่วมพิธีกับสัปเหร่อรายนี้ว่า พบจากสื่อหลายช่องทางในโลกออนไลน์ เมื่อค้นหาข้อมูลก็เจอสัปเหร่อที่ทำพิธีเกี่ยวกับการผ่าศพแยกคนตายทั้งกลม และทำศพเด็กแรกเกิด พร้อมกล่าวอ้างว่าเป็นสัปเหร่อเพียงคนเดียวที่ทำเรื่องนี้ จึงทำให้เกิดความเชื่อและเดินทางไปทำพิธี
นอกจากนี้ยังมีการกล่าวอ้างว่าเป็นจิตอาสากู้ภัย ไม่มีการเรียกเก็บเงิน แต่มีผู้เสียหายบางรายระบุว่า ถูกเรียกเก็บเงินคนละ 200 บาท และเมื่อมีการทักท้วงถึงข้อกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง ก็มีการเปลี่ยนคำพูดเป็น “แล้วแต่จะให้”
ผู้เสียหายยังระบุว่า สัปเหร่อรายนี้มีการกล่าวอ้างในเชิงความเชื่อว่า หากไม่ทำชีวิตจะตกต่ำ ทำอะไรก็ไม่ขึ้น ขณะเดียวกันยังใช้มีดที่อ้างว่าเป็น “มีดสื่อ” สำหรับประกอบพิธี และนำมาขูดตามร่างกายของผู้ที่เข้าร่วมพิธีในลักษณะคล้ายการข่มขู่ จนเกิดเป็นบาดแผลและรอยห้อเลือด
ทั้งนี้ ผู้เสียหายหลายรายที่เดินทางมาในวันนี้ ต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นใจผู้ถูกกระทำ และเร่งดำเนินคดี รวมถึงดำเนินการปิดสำนักของสัปเหร่อรายนี้ ตลอดจนขุดศพเด็กกว่าร้อยราย เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป



