สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (16 ก.พ. 2569) เกี่ยวกับกรณีที่นักวิจัยค้นพบว่าลูกๆ ของคนงานที่ยอมเสี่ยงเข้าไปเก็บกวาดขยะพิษหลังจากเกิดภัยพิบัติโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลเมื่อปีค.ศ. 1986 มีการกลายพันธุ์ (Mutations) ในดีเอ็นเอ

ผลวิจัยล่าสุดเปิดเผยว่า บุตรหลานของเหล่า “ลิควิเดเตอร์” (Liquidators) แห่งเชอร์โนบิล ผู้ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อกำจัดขยะพิษจากภัยพิบัติครั้งนั้นซึ่งเกิดจากการระเบิดของเตาปฏิกรณ์ปรมาณู กำลังเผชิญกับผลลัพธ์ที่ตามมาในเกือบ 40 ปีให้หลัง โดยมีการตรวจพบการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอหรือรหัสพันธุกรรมในทายาทของผู้ที่สัมผัสรังสีรั่วไหลหลังเกิดเหตุ

กลุ่มผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่เกิดหลังเหตุหายนะในยูเครนและเกิดระหว่างปีค.ศ. 1987 – 2002 พวกเขาได้รับการตรวจคัดกรองจีโนม (Genome) หรือชุดข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมด

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในเมืองพรีเพียต ประเทศยูเครน ซึ่งมีโครงสร้างใหม่ครอบโรงงานเดิมไว้เพื่อความปลอดภัย

ในตอนแรก การศึกษาพบว่าไม่มีการกลายพันธุ์ใดที่เชื่อมโยงกับการสัมผัสรังสีนิวเคลียร์ของพ่อหรือแม่ ซึ่งหมายความว่าความเสียหายทางพันธุกรรมของผู้สัมผัสไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป 

แต่ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอนน์ในเยอรมนีมองมุมใหม่และและพิสูจน์ให้เห็นว่าการสัมผัสปริมาณรังสีที่สูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ในร่างกายของพวกเขา 

แทนที่จะสังเกตการกลายพันธุ์ใหม่ของดีเอ็นเอแบบทั่วไป พวกเขาได้มองหา “การกลายพันธุ์แบบกลุ่มก้อนที่เกิดขึ้นใหม่” (clustered de novo mutations หรือ cDNMs) ซึ่งหมายถึงการกลายพันธุ์ตั้งแต่สองจุดขึ้นไปในบริเวณใกล้เคียงกันที่พบในตัวเด็ก แต่ไม่พบในพ่อแม่ สิ่งเหล่านี้คือการกลายพันธุ์ที่เกิดจากดีเอ็นเอของรุ่นพ่อแม่ที่แตกหักเสียหายซึ่งมีสาเหตุมาจากการสัมผัสรังสี

นักวิจัยกล่าวว่า “เราพบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของจำนวน cDNM ในทายาทของพ่อแม่ที่ได้รับรังสี และพบความเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ระหว่างปริมาณรังสีกับจำนวน cDNM ในทายาทแต่ละคน” 

แม้จะน่ากังวล แต่ก็มีการประเมินว่ายังมีความเสี่ยงต่อสุขภาพน้อย  เนื่องจากยังไม่พบว่าลูกๆ ของพ่อแม่ที่สัมผัสรังสีจะมีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บสูงขึ้นแต่อย่างใด

ตอนที่เกิดภัยพิบัติเชอร์โนบิลนั้น ได้ก่อให้เกิดการแพร่กระจายรังสีชนิดก่อไอออนไปทั่วทั้งยุโรป หลังจากนั้น ต้องมีการดับไฟป่าคร้ังใหญ่ การกำจัดเศษซากที่เป็นพิษ และการฝังขยะปนเปื้อนลงใต้ดิน

เครื่องตรวจวัดรังสีบุคลากรในโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลก่อนเข้าหรือออกจากพื้นที่

ตามรายงานอย่างเป็นทางการขององค์การสหประชาชาติ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ในทันที 31 ราย และ “ลิควิเดเตอร์” จำนวน 600,000 คนที่เกี่ยวข้องกับการดับเพลิงและการทำความสะอาด ได้สัมผัสรังสีในปริมาณสูง 

บุตรหลานของคนงานทำความสะอาดผู้กล้าหาญเหล่านั้นเองที่เข้ารับการทดสอบในการวิจัยครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

จากรายงานอย่างเป็นทางการ ประชาชนเกือบ 8,400,000 คนในเบลารุส รัสเซีย และยูเครน สัมผัสกับรังสีนิวเคลียร์ พื้นที่ประมาณ 248,640 ตารางกิโลเมตรในทั้งสามประเทศปนเปื้อนเนื่องจากอนุภาคกัมมันตรังสีได้ปกคลุมชั้นบรรยากาศและตกลงมาสู่เมือง ป่าไม้ และถนน 

ปัจจุบัน มีประชากรสูงอายุเพียงกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 100 คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านโดยรอบเขตหวงห้ามเชอร์โนบิล

ยังคงมีคนงานประมาณ 3,000-4,000 คนที่ทำงานเป็นกะเพื่อบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าและตรวจสอบการดำเนินงาน แม้ว่าระดับรังสีจะลดลงอย่างมากตั้งแต่ปีค.ศ. 1986 แต่พื้นที่นี้ยังคงถูกพิจารณาว่าเป็นพื้นที่อันตราย 

ก่อนหน้านี้ เคยมีรายงานเกี่ยวกับฝูงหมาป่ากลายพันธุ์ที่เร่ร่อนอยู่ในพื้นที่รกร้างที่สัมผัสรังสีนิวเคลียร์ ซึ่งเชื่อกันว่าพวกมันได้พัฒนา “พลังพิเศษ” เนื่องจากสัมผัสรังสีมาเป็นเวลานาน สัตว์เหล่านี้ดูเหมือนจะพัฒนาชุดรหัสพันธุกรรมที่สามารถต้านทานมะเร็ง ซึ่งนักวิจัยหวังว่า ข้อมูลนี้อาจช่วยให้มนุษย์มีโอกาสรอดชีวิตจากโรคมะเร็งได้มากขึ้น

ที่มา : thesun.co.uk

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES