นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เปิดให้บริการระบบตรวจค้นเครื่องหมายการค้า ใหม่ผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ได้แก่ AI Image Search และ Trademark Checker โดยใช้เอไอมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เพิ่มความรวดเร็ว ในการตรวจค้น ลดความซับซ้อน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมก่อนยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้สามารถตรวจสอบความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้าเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ผ่านระบบออนไลน์ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
“การนำเอไอเข้ามาใช้ จะช่วยลดปัญหาการปฏิเสธขอคำจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ เพราะที่ผ่านมามีถึง 4,484 คำขอที่ไม่ได้รับจดทะเบียน เพราะรูปภาพเครื่องหมายการค้ามีความซ้ำซ้อนกับเครื่องหมายที่ได้จดไว้แล้ว ซึ่งการนำระบบเอไอใหม่มาใช้ จะทำให้ผู้ยื่นจดสามารถตรวจสอบความเหมือน ความคล้าย ของเครื่องหมายการค้าได้ก่อนยื่นจด เพื่อนำไปเปรียบเทียบปรับปรุงแก้ไขต่อไป”
นางอรมนกล่าวว่า ที่ผ่านมา สถิติคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี เนื่องจากความตื่นตัวของภาคธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้ามากขึ้น โดยในปี 68 มีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทย 55,668 คำขอ เพิ่มขึ้น 8.51% เมื่อเทียบกับปี 67 และกรมรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในปี 68 อยู่ที่ 40,063 เครื่องหมาย เพิ่มขึ้น 36.19% และมีการไม่รับจด 4,484 คำขอ
สำหรับฟีเจอร์ AI Image Search เป็นเครื่องมือที่ช่วยตรวจค้นความเหมือนหรือคล้าย ของเครื่องหมายการค้าในเบื้องต้น โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ เพียงอัปโหลดภาพเครื่องหมายที่ต้องการตรวจสอบ จากนั้นระบบจะประมวลผลโดยใช้อัลกอริทึม เอไอ วิเคราะห์องค์ประกอบและให้คะแนนความเหมือนคล้ายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อแสดงผลการวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ช่วยให้ผู้ประกอบการทราบว่าเครื่องหมายการค้าที่ต้องยื่นนั้นมีความเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่
ส่วนฟีเจอร์ Trademark Checker เป็นระบบอัจฉริยะที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลเครื่องหมายการค้าของกรมแบบเวลาจริง โดยสามารถให้คำแนะนำเบื้องต้นในการจัดทำคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทั้งระบุรายการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งช่วยประเมินแนวโน้ม เครื่องหมายการค้าที่จะยื่นมีโอกาสได้รับจดทะเบียนหรือไม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดโอกาสการถูกปฏิเสธการจดทะเบียน
“การเปิดให้บริการ 2 ฟีเจอร์ใหม่นี้ ได้เริ่มนำร่องมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.69 มีผู้ใช้บริการแล้วกว่า 11,204 ครั้ง และตอนนี้ได้เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกรมในการขับเคลื่อนการให้บริการภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง”



